Juno

ภาพยนตร์4K ในขณะที่การตั้งท้องมันคือการถือกำเนิดของชีวิต แต่ในขณะเดียวกันถ้าหากมันมาในเวลาที่ไม่เหมาะสมมันก็อาจจะหมายถึงจุดจบของชีวิตใครบางคนเช่นกัน และถ้าเหตุการณ์นี่มันดันเกิดขึ้นกับตัวเราในเวลาที่ไม่พร้อมล่ะเราจะทำยังไง?

JUNO คือหนึ่งในหนังที่หยิบยกเอาประเด็นเรื่องการท้องในวัยเรียนมาเล่าได้โดดเด่นเกินหน้าเกินตาหนังแนวเดียวกันไปมาก คือแม้ด้วยหน้าหนังมันจะถูกมองว่ามุ่งเน้นไปที่ปัญหาเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนแต่อันที่จริงแล้ว JUNO มันคือหนัง Coming of Age ที่แฝงนัยมาได้อย่างแนบเนียนและเลอค่าสมรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยียมออสการ์ปีนั้นจริงๆ

เค้าว่ากันว่าวัยรุ่นคือวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ บางคนอาจจะถึงจุดเลี้ยวเร็วหรือช้าไม่เท่ากัน แต่เมื่อวันหนึ่งจุดเลี้ยวนั้นดันถูกผลักดันให้เข้ามาหาเราเร็วขึ้นด้วยทารกตัวน้อยๆ สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือเราจะแปลงสถานะจากเด็กไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ในชั่วอึดใจเดียว

สิ่งที่ JUNO ทำเพื่อรับมือกับการต้องเป็นผู้ใหญ่ก็คือเธอพยายามจะเป็นผู้ใหญ่จริงๆให้ได้ จากการแสดงออกที่เห็นเด่นชัดไม่ว่าจะเป็นการพูดการจา การตัดสินใจจะแก้ปัญหาด้วยตนเอง ท่าทางมั่นอกมั่นใจ ไม่ยี่หระต่อปัญหาตรงหน้า จนบ่อยครั้งเธอก็คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ไปแล้วจริงๆ

แต่ในขณะที่ท้องของเธอโตขึ้นเรื่อยๆ เธอกลับพบว่าในความเป็นผู้ใหญ่ที่เธอพยายามจะเป็นให้ได้นั้นมันช่างซับซ้อนและเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของความรักที่ “ทำไมคนเราถึงรักกันและอยู่ด้วยกันตลอดไปไม่ได้” อย่างคนที่ครองคู่กันในแบบที่เธอคิดฝันไว้มาตลอด และตลอดระยะเวลา 9 เดือนที่อุ้มท้องมันก็ทำให้ JUNO ตระหนักได้ในที่สุดว่าการฝืนทำอะไรที่ไม่ใช่มันช่างไม่เข้าท่า สู้ปล่อยให้มันเป็นไป ค่อยๆเรียนรู้ผ่านประสบการณ์และจนกว่าจะถึงวันที่เธอ “โตแล้ว” จริงๆเธอก็น่าจะรู้เองในวันนั้นว่าคำตอบของความสัมพันธ์ซับซ้อนที่เธอตามหาน่ะมันคืออะไรกันแน่ ดูหนัง

Hero

ภาพยนตร์4K องค์ประกอบของภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งถูกกล่าวขานมากที่สุดคือ การใช้โทนสี ต่างกันไปแต่ละช่วงเวลา เพื่อสะท้อนถึงห้วงอารมณ์ของตัวหนังโดยภาพรวมและประเด็นที่แอบแฝงไว้ ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่สะท้อนสะเทือนจิตใจมากที่สุด กลับเป็นแก่นของภาพยนตร์ที่พูดถึงเรื่อง ‘วีรบุรุษ’ หนังตั้งคำถามว่า วีรบุรุษที่แท้นั้นเป็นอย่างไร? ตัวละครตัวใดบ้างสามารถนิยามว่าเป็นวีรบุรุษ? วีรบุรุษมีระดับขั้นมั้ย? วีรบุรุษต้องเสียสละถึงระดับไหน? กระทั่งชีวิตของตนเอง? วีรบุรุษนั้นมีความเป็นไปได้? มนุษย์สามารถเสียสละส่วนตนเพื่อส่วนรวมได้จริงหรือ? ความยิ่งใหญ่ของชนชาติหนึ่งๆ จำต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อของวีรบุรุษจำนวนนับไม่ถ้วนเสมอ?

The Devil Wears Prada

หนังเยี่ยม แห่งทศวรรษ 2000-2009

หนังเยี่ยม  ดูหนังออนไลน์

100. The Devil Wears Prada (David Frankel, 2006) เดวิลแวร์ปราด้า หนังจิกๆ กัดๆ ฮาแสบสัตน์ เมอรีล สตรีฟ
99. Battle Royale (Kinji Fukasaku, 2000) แบมเทิลรอแยล หนังนักเรียนฆ่ากันแบบมันส์ๆ
98. Crash (Paul Haggis, 2004) หนังที่ชิงออสการ์ไปจากโบรคแบ็คเมาเท่น
97. Sympathy for Lady Vengeance (Park Chan-Wook, 2005) หนังเกาหลี ที่เอาจังกึมมาโหด หนังโอเคมากๆ ปักชานวุก
96. Morvern Callar (Lynne Ramsay, 2002)
95. Amores Perros (Alejandro Gonz?lez I??rritu, 2000) ใครชอบ babel ก็น่าจะชอบเรื่องนี้
94. An Inconvenient Truth (Davis Guggenheim, 2006) หนังสารคดีโลกร้อนที่ปลุกกระแสได้ทั้งโลก
93. House of Flying Daggers (Zhang Yimou, 2004) จอมใจบ้านมีดบินนั่นแหละ หนังเขียวอี๋
92. Dirty Pretty Things (Stephen Frears, 2002)
91. Lantana (Ray Lawrence, 2001)

Wedding Crashers

หนังเยี่ยม แห่งทศวรรษ 2000-2009

หนังเยี่ยม

90. Wedding Crashers (David Dobkin, 2005) หนังตลกๆที่ทำเงินสูงสุดเหลือเชื่อ
89. School of Rock (Richard Linklater, 2003) แจ็คแบล็ค เป็นครูสอนดนตรี
88. The Royal Tenenbaums (Wes Anderson, 2001)
87. Time and Winds (Reha Erdem, 2006)
86. The Orphanage (Juan Antonio Bayona, 2007) หนังผีในโรงเลี้ยงเด็กกำพร้า น่ากลัวได้เรื่อง
85. The Piano Teacher (Michael Haneke, 2001) แรง!! หนังฮาเนเก้ เหวอแตก
84. Hotel Rwanda (Terry George, 2004) ดูแล้วหดหู่ ชีวิต
83. The Wind that Shakes the Barley (Ken Loach, 2006) ไม่เคยดู แต่บ้านเรามีให้ดูนะ
82. Yi Yi: A One and a Two (Edward Yang, 2000) เห็นมานานแล้ว ยังไม่เคยได้ดูเลย หนังจีน
81. In The Loop (Armando Iannucci, 2009)

Me, You and Everyone We Know

หนังเยี่ยม แห่งทศวรรษ 2000-2009

หนังเยี่ยม

80. Me, You and Everyone We Know (Miranda July, 2005) หนังมองโลกในแง่ดี มิแรนด้า จูลาย
79. Le Grand Voyage (Ismael Ferroukhi, 2004)
78. About Schmidt (Alexander Payne, 2002) แจ็ค นิโคลสัน
77. Bowling for Columbine (Michael Moore, 2002) สารคดีของ ไมเคิล มัวร์ เกี่ยวกับ กรณีนักเรียนคลั่ง ยิงแหลกในร.ร.
76. Control (Anton Corbijn, 2007)
75. Talk to Her (Pedro Almod?var, 2002) หนังสเปนเจ้าป้า
74. Pan?s Labyrinth (Guillermo Del Toro, 2006) หนังจิตตกอีกเรื่อง ที่แนะนำ
73. The Beat That My Heart Skipped (Jacques Audiard, 2005)
72. The Hurt Locker (Kathryn Bigelow, 2008)
71. Monsters, Inc. (Pete Docter/David Silverman/lee Unkrich, 2001) อนิเมชั่นในดวงใจของหลายคน ของพิกซาร์ไง บู

Batman Begins

หนังดีแบบHD คงไม่ต้องมีการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณอีกแล้วสำหรับชื่อของ คริสโตเฟอร์ โนแลน หลังจากนำเอา Batman ซีรีส์กลับมา Reboot ใหม่หมด และแบ่งทำเป็นไตรภาค “โนแลน” ก็กลายเป็นชื่อของผู้กำกับที่สร้างแบทแมนซีรี่ส์ได้ดีเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ต่อให้คุณเป็นแอนตี้แฟนแค่นไหน คุณก็ต้องยอมรับว่า นี่เป็นความจริง การวางเส้นเรื่องไตรภาค Batman ของโนแลน ทำให้เรารู้ว่า เขาเป็นผู้กำกับที่ละเอียด ละเมียดละไม ในทุกส่วนของงานเลยทีเดียว ซึ่งแม้ภาค 2 อย่าง The Dark Knight จะเป็นภาคที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด และ The Dark Knight Rises จะเป็นภาคที่คนพูดถึงและเป็นกระแสมากที่สุด แต่ภาคที่น่าสนใจที่สุดในทรรศนะผู้เขียนกับเป็นภาคแรก คือ Batman Begins เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด ที่โนแลนเล่าได้ละเอียด มีปูมเหตุที่น่าสนใจและทำให้หนังภาคต่อๆมาไร้ที่ติเลยทีเดียว ความแค้นที่ต้องสูญเสี ยครอบครัวตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ความสูญเสียยังทำให้บรูซ เวย์นตระหนักว่า เมืองที่เขาอยู่ Gotham City มันฟอนเฟะ และ เลวร้ายจริงๆ นอกเหนือจากการชำระแค้น สิ่งที่บรูซ เวย์น ตระหนักได้คือ มันไม่ใช่แค่ โจรกระจอกเพียงคนเดียวที่ทำให้เขาต้องเสียครอบครัว แต่เป็นความเลวร้ายที่ครอบงำเมืองนี้อยู่ต่างหาก นั่นทำให้เขาต้องลุกขึ้นต่อสู้ เพื่อปกป้องเมืองนี้ เมืองที่ครอบครัวของเขาอยากให้มันเป็นเมืองที่สงบสุข ไม่ใช่เมืองของปีศาจ ดูหนังออนไลน์

ความมหัศจรรย์ที่โนแลนทำในภาค Batman Begins ทำให้เรารู้สึกว่า นี่คือ แบทแมน ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริงๆในโลกนี้ ตัวละครสมจริง มีแรงผลักที่สมเหตุสมผล และ ตรรกะความคิดที่ชวนคล้อยตาม ไม่ใช่แค่แบทแมนที่เป็นตัวละครแฟนตาซี ที่พบเห็นได้แค่ในหนังการ์ตูน นี่เป็นการทำให้ตัวละคร “แบทแมน” ได้กลับมาคืนชีพอีกครั้ง หลังจากเลือนหายไปตามกาลเวลาอยู่หลายสิบปี

อีกหนึ่งหนังที่เป็นจุดเริ่มต้นของไตรภาคหนังฮีโร่รัตติกาลแห่งยุค หนึ่งในงานมาสเตอร์พีซของ คริสโตเฟอร์ โนแลน

10 อันดับ หนังทำรายได้สูงสุดตลอดกาล | ข่าวโดย Thaiger

Avengers: Endgame

หนังทำราย $2,795.9 ล้านเหรียญฯ – หนังภาคจบของ Infinity Saga ที่รวมเราเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ไว่มากที่สุด. ที่ต้องต่อสู้กับ Avatar มาเพื่อชิงความเป็นที่หนึ่งหนังทำเงินสูงที่สุดในโลก ซึ่งในที่สุดก็ได้มาครอง

Avengers: ENDGAME ผลงานจากสองผู้กำกับ แอนโทนี่ รุสโซ่, โจ รุสโซ่ ที่ยังคงขนทัพนักแสดงมากหน้าหลายตามาเช่นเดิมไม่ว่าจะเป็น คริส อีแวนส์ คริส เฮมส์วอร์ธ มาร์ค รัฟฟาโล บรี ลาร์สัน สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์เรื่องราวการปิดจักรวาลมาร์เวลเฟส 3 เหตุการณ์ภายหลังจากที่ธานอสดีดนิ้วล้างครึ่งจักรวาล เหล่าฮีโร่ที่เหลือรอดจะหาทางกอบกู้จักรวาลนี้คืนมาได้อย่างไร โดยในภาคนี้จะมีตัวเด็ดอย่างกัปตันมาร์เวลมาร่วมเสริมทัพด้วย

เหล่าอเวนเจอร์ยังคงต้องปกป้องโลกจากภัยอันตรายครั้งใหญ่ที่เกินกว่าที่ซูเปอร์ฮีโร่คนเดียวจะรับมือได้ อันตรายครั้งใหม่นั้นมาจากเงามืดของจักรวาล “ธานอส” จอมเผด็จการแห่งจักรวาล เป้าหมายของเขาคือการรวบรวมอัญมณี อินฟินิตี้สโตนส์ทั้งหก เพื่อครอบครองพลังที่เกินจะจินตนาการถึง และใช้พวกมันในการเปลี่ยนแปลงความจริงทั้งมวลของจักรวาล ทุกสิ่งทุกอย่างที่อเวนเจอร์ต่อสู้มาก็เพื่อสิ่งนี้ ชะตากรรมของโลกและจักรวาลไม่เคยสั่นคลอนเท่านี้มาก่อน

หนังทำราย ความร้อนแรงของภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้มียอดจองตั๋วสูงสุดตลอดกาลในวงการภาพยนตร์ และคาดว่าจะเป็นหนังทำรายได้เปิดตัวทั่วโลกสูงสุดตลอดกาล ด้วยมูลค่ากว่า 900 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.8 หมื่นล้านบาท

เพื่อรองรับแฟนหนัง Avengers จำนวนมหาศาล ทาง AMC Theatres เชนโรงภาพยนตร์รายใหญ่ในสหรัฐฯ ได้ประกาศว่าช่วง Avengers : Endgame เข้าฉาย จะเปิดโรงภาพยนตร์กว่า 17 แห่ง ให้บริการผู้ชมทั้งวันทั้งคืนแบบไม่มีพัก ตั้งแต่วันที่ 25 ไปจนถึง 28 เมษายนนี้ เป็นเวลาติดต่อกัน 72 ชั่วโมงเพื่อให้แฟนหนัง Avengers ได้ชมกันอย่างต่อเนื่อง และยังทุบสถิติเป็นหนังที่มียอดจองตั๋วล่วงหน้าสูงสุดในรอบ 99 ปีของทาง AMC Theatres ด้วย

พบกับแคมเปญ Summer sale วันที่ 5-31 พ.ค 2562 รับเงินคืนสูงสุด 200% ลุ้น coins cashback voucher จากเกม Shopee quiz และเกมน้องใหม่อย่าง 1 บาทเกม พร้อมบริการจัดส่งฟรี เมื่อช้อปครบ 99 บาท

The Impossible

บล็อกเกอร์ แนะนำ ภาพเหตุการณ์ที่น่าเศร้าและสะเทือนใจบนแผ่นดินบ้านเกิดยังไม่หายไปจากหัวใจคนไทยทุกคน The Impossible จำลองภาพเหตุการณ์ของครอบครัวสเปนครอบครัวหนึ่งที่ประสบภัยจากเหตุสึนามิในประเทศไทยเมื่อปี 2004 สึนามิครั้งที่เราไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนและสุดร้ายแรง ทำให้มีผู้บาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนสูงเอาการ และความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อของคนไทย ก็ทำให้มีหลายคนหยิบเอาไปเล่าสู่กันฟัง

ครอบครัวเล็กที่มีพ่อและแม่ของลูกๆ ทั้งสามคน เรื่องราวของการพลัดพรากและการตามหา นักแสดงทั้งหมดต่างกุมบทบาทที่โดดเด่นของตน และต่างก็ทำได้ดีไร้ที่ติ Ewan McGregor แสดงเป็นชายผู้ซึ่งออกตามหาเมียและลูกโดยได้รับน้ำใจไมตรีจากคนไทย

114 นาทีของหนัง มีแต่เพียงความเศร้า ซึ้ง สะเทือนใจเอามากๆ และมีรอยยิ้มเจือเข้ามาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หนังไม่ได้บอกกับเราเพียงเรื่องของความรักระหว่างคนในครอบครัว แต่ยังเอ่ยถึงความรักที่เผื่อแผ่ไปถึงคนอื่นๆ มาเรียผู้เป็นแม่ (ที่แสดงโดย Naomi Watts) ผู้ได้รับความช่วยเหลือจากคนท้องถิ่น เธอก็เผื่อแผ่ไปยังคนที่เข้ามาขอความช่วยเหลือบ้าง และก็ยังสอนให้ลูกเธอทำในสิ่งเดียวกันด้วย

Fifty Shades Darker

Fifty Shades Darker

หนัง โรแมนติก หนังแอ็กชั่น หนังไซไฟ เรื่องย่อ หลังจากที่ แอนัสเตเซีย ตัดสินใจ เดินออกมาจากชีวิตของ คริสเตียน เกรย์ ได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็กลับมาพบกันในงานแสดงนิทรรศการ สัมพันธ์แห่งความรักที่ยังคงค้างคาก็ประทุขึ้นอีกครั้ง…แต่การกลับมาคบกันของคราวนี้ของทั่งคู่ มาในรูปแบบของเงื่อนไขใหม่ ไร้การลงโทษ และไม่มีการปกปิดความลับใดๆต่อกัน แต่ความลับในอดีตที่มันสุดแสนมืดมน ไม่สามารถปิดบังมันด้วยหน้ากากใดๆในโลกนี้ได้ในขณะที่อดีตของ คริสเตียน เกรย์ เริ่มวิ่งเข้าหา แอนัสเตเซีย เฮลิคอปเตอร์ของเกรย์ก็เกิดอุบัติเหตุ

ทำให้เขาหายตัวไป แอนัสเตเซีย รู้สึกถึงความเปล่าเปลี่ยวและเธอจะผ่านเรื่องนี้ไปได้อย่างไร คริสเตียน เกรย์ หายไปไหน และเธอจะจัดการกับคนในอดีตของ คริสเตียน เกรย์ อย่างไร… เรื่องราวของคู่รักสุดเร่าร้อนคู่นี้จะลงเอยเช่นไร 10 กุมภาพันธ์ 2017 นี้ ความลับอันมืดมืดจะถูกเปิดเผยในโรงภาพยนตร์…

1.THE OA

ซีรีส์น่าดู ขอเปิดมาที่ซีรีส์แนวไซไฟ-เหนือธรรมชาติ เรื่องราวเกิดขึ้นหลังจากที่สาวตาบอดคนนึงกลับมาที่บ้านอีกครั้งหลังจากหายไปนานถึง 7 ปี ซึ่งการกลับมาในครั้งนี้ตัวเธอเองได้เปลี่ยนไป ตาที่เคยบอดกลับมามองเห็นได้ปกติโดยที่ไม่ได้ผ่านการรักษาหรือปลูกถ่ายอวัยวะใหม่แต่…เธอได้ผ่านการตายมาแล้วหลายครั้ง งงใช่มั้ยล่ะคะ ว่าทำไมถึงตายมาแล้วหลายครั้ง เพราะฉะนั้นก็ต้องมาติดตามดูกันเลยค่ะ (ปล.มี 2 ซีซั่นนะคะ เข้าไปหาดูกันได้)

นักแสดง : บริต มาร์ลิง, เจสัน ไอแซ็กส์, เอมอรี โคเฮน

1.Silence ( 2016 )

หนังดีดีHD หนังเรื่องนี้ไม่ได้พยายามโน้มน้าวให้เราเชื่อในศาสนาคริสต์หรือไม่เชื่อในศาสนา( Atheism ) แต่อย่างใด เเต่มันมีเเง่มุมที่น่าสนใจหลาย ๆ อย่างมากกว่านั้นถ้าเราได้เข้าไปผจญภัยกับพวกเขาอย่างเปิดใจ แต่ต้องยอมรับว่า Silence เป็นหนังที่ดูยากเรื่องหนึ่งเพราะมันเต็มไปด้วยภาพที่รุนแรง สะเทือนอารมณ์

นี่เป็นหนังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังเเละอารมณ์ที่ยากจะอธิบาย คล้าย ๆ กับความรู้สึกเเรกที่เราได้ดู Apocalypse Now หรือ Schindler’s List มันรู้สึกได้ทันทีว่านี่คือหนังที่สำคัญ ที่กำลังส่งผ่านเมสเสจที่ยิ่งใหญ่ของยุคสมัยมาให้แก่เรา

หนังไม่ลังเลที่จะถามเราด้วยคำถามที่ยิ่งใหญ่ พร้อมกดดันให้เราต้องหาคำตอบให้ได้อย่างไม่ประนีประนอม ว่าทำไมเราต้องมีความเชื่อ , อะไรคือคุณค่าของการมีชีวิต , ความเชื่อของเรานำไปสู่อะไรได้บ้าง , อะไรที่ทำให้เรายังมีชีวิตอยู่ , เราต้องเเสดงออกในความเชื่อของเราหรือไม่ , ความเชื่อนำพาสันติสุขได้จริงเหรอ หรือความเชื่อนั่นแหละที่ทำให้คนเห็นเเก่ตัวมากขึ้น แล้วอะไรล่ะที่เป็นเส้นแบ่งของความเสียสละกับความเห็นแก่ตัว ฯลฯ

ในขณะเดียวกันหนังก็เหมือนพยายามวัดระดับ “การเปิดใจ” ของเรา และพยายามทำลายความเป็นโรดิเกซ(ตัวละครหลัก)ในตัวเราอยู่ตลอดเวลา ที่มีสภาวะดึงดันยึดมั่นกับความเชื่อของตัวเองเหนือสิ่งอื่นใด

หนังเปิดพื้นที่ให้เราครุ่นคิดตั้งเเต่ต้นจนจบ โดยที่ไม่ชี้นำว่าเราควรจะคิดเเบบไหน นับถือศาสนาอะไร หรือเชื่อในอะไร แต่สิ่งที่เราชื่นชอบที่สุดในหนังคือวิธีการที่ตัวละครใช้สื่อสารกัน พวกเขาจะกระซิบกันเป็นส่วนใหญ่ จนการกระซิบนั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นความเงียบ ที่ยิ่งเงียบเท่าไรก็ดูเหมือนความรู้สึกจะยิ่งส่งเสียงออกมาชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

2.Mad Max : Fury Road ( 2015 )

หนังดีดีHD นี่คือหนังแอคชั่นที่ดึงความ Feminist เข้ามาผสมกับความ Masculinity ได้เร้าใจที่สุดตั้งเเต่ที่เคยมีมา ทั้งยังสามารถสนุกสนาน เมามันสุด ๆกับสิ่งที่หนังได้ใส่เข้ามาหาคนดูอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เป็นหนังที่ได้สร้างมาตรฐานหนังแอคชั่นยุคใหม่อย่างเเท้จริง ว่ามันจะต้องมีฉากแอคชั่นระดับไคลแม็กซ์ เข้ามาอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ 5 นาที ดังเช่นที่เกินใน Avenger , John Wick เเต่ยังคงไว้ซึ่งความสำคัญของเนื้อเรื่องเอาไว้อยู่

3.Parasite ( 2019 )

หนังดีดีHD สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังของบงจุงโฮ คือการที่เขาสามารถหาช่องทางในการใส่มุกตลกเข้าไปในหนังจนได้เเม้ว่าเรื่องราวจะดราม่าเเค่ไหนก็ตาม และก็สามารถแบ่งที่ว่างให้คนดูได้ตีความถึงเมสเสจที่ซ่อนอยู่ได้อย่างพอดี

หนังเข้าใจการเร้าจังหวะ เร่งหัวใจของคนดู เเละมีการผสมผสานอารมณ์ได้อย่างลงตัว ทั้งความตลกร้าย ความดราม่าเสียดสีสังคม ความสยองขวัญลึกลับ ดูเป็นหนังแมส หนังครอบครัวที่ไม่ดูง่ายจนเกินไป เเต่เข้าถึงง่าย

การที่หนังทำให้ชาวอเมริกัน(ชนชาติที่เกลียดการอ่านซับเป็นที่สุด) ยอมรับหนังเรื่องนี้ได้ ก็ถือว่าเป็นบทพิสูจน์ถึงคุณภาพของหนังได้ดีเลยทีเดียว

4. Inception ( 2010 )

หนังดีดีHD ถ้าลองหาเส้นมาตรฐานมาหนึ่งเส้นเพื่อเเบ่งว่า หนังเเบบไหนที่มีเพียงฮอลลีวูดทำได้ กับหนังแบบไหนที่ “ไม่ต้อง” ฮอลลีวูดก็ทำได้ Inception คือเส้นแบ่งนั้น มันเป็นงานที่มี Production ยิ่งใหญ่และมีเนื้อหาที่เข้มข้น คือการทำเรื่องเพ้อเจ้อเหนือจินตนาการให้ดูน่าเชื่อถือ ที่สำคัญคือ มันเป็น “สิ่งใหม่” ในโลกภาพยนตร์ที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังเรื่องอื่น ๆ

5. Poetry ( 2010 )

หนังดีดีHD เป็นเรื่องราวของหญิงชราที่พบว่าตนเองเป็นโรคอัลไซเมอร์ ส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเธอคือการเรียนเขียนกลอนและเธอก็ทำได้ดี ส่วนหนึ่งทำงานหาเงินในอาชีพที่ไม่ค่อยน่าทำเท่าไร อีกส่วนหนึ่งต้องจัดการกับปัญหาของหลานชายของเธอ ที่เธอกำลังสงสัยว่าเขาได้ทำเรื่องเลวร้ายบางอย่างมา สิ่งที่อีชางดงทำได้เก่งสุด ๆ

คือ เขารู้วิธีดึงเสน่ห์ตัวละครที่มีอดีตอันขมขื่นออกมาได้อย่างงดงาม พร้อมกับการหักมุมด้วยวิธีพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ โดยการให้เราหักมุมหนังด้วยตัวของเราเอง! และเข้าใจเนื้อหาของเรื่องในส่วนที่ไม่ได้เล่าออกมา! เช่น “ยายคนนั้นอาจจะเคย…มาก่อน” “เขาคนนั้นอาจจะเคย…มาก่อน” “เหตุการณ์นั้นอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจริง?” มันเป็นช่องว่างวิเศษที่เหมือนว่ามีเเต่อีชางดงเท่านั้นที่ทำอะไรเเบบนี้ได้ การตกผลึกทางความคิดหลังจากได้ดูหนังของเขาทำให้มาตรฐานในการดูหนังของเราเปลี่ยนไป

6. Incendies ( 2010 )

หนึ่งสิ่งที่เรามักเเอบคาดหวังในการดูหนังที่มีเนื้อหาเข้มข้น ๆ ดิบ ๆ ที่เกี่ยวกับผลกระทบจากสงคราม คือ ตัวเรื่องจะพาเราไปในพื้นที่อันตรายมากเเค่ไหน ลงลึกถึงเพียงใด ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็พาเราไปลึกจริง ๆ เเละรู้สึกเรียลสุด ๆ สะเทือนใจสุด ๆ ถ้าคุณพร้อมที่จะรับมือกับอารมณ์หดหู่บาดลึก มึนเมาในห่วงความคิดเหมือนเพลงของ Radiohead หลอกหลอนในความรู้สึกถึงขั้นรบกวนจิตใจ Incendies เป็นหนังที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

7. Manchester by the sea ( 2016 )

Manchester by the Sea คือ ผู้ท้าชิง Oscar ประจำปีนี้ที่น่าจะตามองมากๆ ด้วยการเข้าชิง Oscar ถึง 6 รางวัล และยังได้รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวทีลูกโลกทองคำมาแล้ว อีกทั้งยังได้รับเสียงชื่นชมจากเทศกาลหนังใหญ่ๆมากมาย ดังนั้น Manchester by the Sea ถือเป็นตัวเก็งที่คอหนังผู้ชื่นชอบหนังรางวัลต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดและพลาดไม่ได้จริงๆ

Manchester by the Sea ได้รับการกำกับและเขียนบทโดย Kenneth Lonergan โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของ Lee Chandler (Casey Affleck) ชายหนุ่มผู้เผชิญความทุกข์อย่างแสนสาหัสมากมายและในครั้งนี้ เขาก็ได้เป็นผู้สูญเสียอีกครั้งในฐานะน้องชายที่ต้องสูญเสียพี่ชาย Joe Chandler (Kyle Chandler) ทำให้เขาต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการงานศพและเป็นดูแลของ Patrick (Lucas Hedges) ลูกชายของโจ หนุ่มวัยรุ่นที่ไม่มีความสัมพันธ์ไม่ค่อยดีกับลีนัก

Manchester by the Sea เป็นหนังชีวิตที่ดีมากๆเรื่องหนึ่งสำหรับผม ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องที่ค่อนข้าง Real และละเมียดละไมในการเล่า Manchester by the Sea มีแก่นหนังอยู่ที่เรื่อง ‘ ความเจ็บปวดของลี ’ ที่ต้องผ่านการสูญเสียสิ่งต่างๆมากมาย จนแทบเรียกได้ว่าชีวิตไม่เหลืออะไรเลย หนังจะค่อยๆเล่าถึงความเจ็บปวดอย่างละเลียด พิถีพิถัน ให้คนดูค่อยๆสัมผัสถึงความเจ็บปวดต่างๆที่เขาต้องเจอ โดยไม่เค้นดราม่าแบบฟ้าถล่มหรือเล่นที่ความเครียดอย่างหนักๆ สุดท้ายเราก็จะรู้สึกสะเทือนใจไปกับชีวิตของลีและเข้าใจว่าทำไมลีถึงไม่แทบไม่เคยยิ้มและหน้าตาอมทุกข์เลยตลอดทั้งเรื่อง

ในส่วนการดำเนินเรื่อง หนังจะดำเนินเรื่องแบบเรื่อยๆ Real และไม่เน้นเค้นอารมณ์มากมาย ค่อยๆปล่อยให้เรื่องราวไหลผ่านผู้ชมไปอย่างช้าๆ แต่เต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์ ในช่วงแรกของหนัง หนังจะดำเนินเรื่องแบบช้าๆ (แต่ไม่น่าเบื่อนะ) ดูชีวิตประจำวันของลี ซึ่งเหมือนจะเพื่อให้เราทำความคุ้นเคยกับลีก่อนว่า เขาเป็นคนนิสัยอย่างไร มีความรู้สึกอย่างไร ทำไมเขาถึงทำตัวแปลกแยกหรือบางทีก็ดูซึมๆตลอดเวลา ชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็ค่อยๆเฉลยปมหนังทีละจุดในเวลาต่อมา ทั้งเรื่องราวในอดีต ความเจ็บปวดของเขา ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอดีตภรรยา ความรักและความผูกพันระหว่างเขาก็พี่ชาย ตัดสลับกับเล่าเรื่องราวปัจจุบันที่เขาต้องจัดการงานศพและจัดการชีวิตหลานชายที่ไม่ค่อยถูกชะตากับเขา

ในขณะที่หนังดำเนินเรื่องด้วยประเด็นที่ค่อนข้างหนัก แต่หนังสามารถทำให้คนดูสะเทือนอารมณ์ได้แบบไม่บีบอัดเกินไป มิหนำซ้ำหนังยังเป็นธรรมชาติมาก ราวกับชีวิตคนจริงๆที่เราตามดูชีวิตเขาว่าเขาจะเป็นอย่างไร ในเรื่องราวที่มีแต่ความทุกข์ก็มีเรื่องตลกแฝงมาด้วย (แต่ในโทนตลกร้าย ตลกหน้าตาย) นอกจากนี้หนังก็ไม่ได้เน้นไปที่เฉพาะตัวลีอย่างเดียว แต่หนังยังผสมผสานเรื่องราวหลายอย่างเข้าด้วยกัน ทั้งการดำเนินเรื่องผ่านชีวิตของหลานชาย ปัญหาวัยรุ่น ครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ของหลาน การแบกรับความทุกข์จากการสูญเสียคนที่พ่อไปอย่างกะทันหัน จนกระทั่งการรับมืออาที่ไม่ค่อยจะลงรอยกันสักเท่าไร หนังจึงไม่ได้ดราม่าอย่างเดียว แต่เต็มไปด้วยเรื่องราวส่วนผสมมากมายที่ซับซ้อน มาพร้อมกับอารมณ์ที่หลากหลาย

สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ Manchester by the Sea แตกต่างจากหนังเรื่องอื่น ทั้งในแง่เป็นหนังชีวิต หนังครอบครัว หนังปัญหาวัยรุ่นและหนังตลกร้ายในเรื่องเดียว

8. Moonlight ( 2016 )

หนังดีดีHD เกิดเป็นคนผิวดำในครอบครัวจนๆ ว่ายากแล้ว ลองเป็นคนผิวดำ ยากจนและเป็นเกย์ด้วยสิ จะยากสักแค่ไหน

นั่นคือไอเดียหลักคร่าวๆ ของ Moonlight หนังดราม่าที่คว้ารางวัล “ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” บนเวที “ออสการ์ 2017” มาครองได้สำเร็จ หลังจากได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (หนังดราม่า) จากเวที “ลูกโลกทองคำ” และกวาดรางวัลมาแล้วทุกเวที (จนถึงปัจจุบันกว่า 130 รางวัล) ติดอันดับหนังแห่งปีของสมาคมนักวิจารณ์ทั่วโลก รวมถึงตัวผู้กำกับ “แบร์รี่ เจนกิ้นส์” ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้กำกับผิวดำคนแรกที่ได้รางวัล “ผู้กำกับยอดเยี่ยม” จาก National Board of Review (สถาบันนักวิจารณ์แห่งชาติอเมริกา)

Moonlight ดัดแปลงมาจากบทละครของ ทาเรลล์ อัลวิน แม็คเครนี่ย์ (เรื่อง In Moonlight Black Boys Look Blue) เล่าเรื่องราวชีวิตของ ชีรอน เด็กหนุ่มผิวดำคนหนึ่งที่ต้องดิ้นรนกับชีวิตที่เติบโตมาพร้อมกับการถูกรังแก สังคมอันธพาลและยาเสพติด ในขณะที่ความรู้สึกส่วนลึก เขาไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังคิดเกินเลยกับเพื่อนสนิทที่รู้จักกันตั้งแต่เด็ก

แบร์รี่ เจนกิ้นส์ ผู้กำกับวัย 37 ปี เลือกที่จะเล่า Moonlight โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา และใช้นักแสดง 3 คนมารับบทเดียวกันในแต่ละวัย

อเล็กซ์ ฮิบเบิร์ต รับบท ชีรอนในวัยเด็ก, แอชตัน แซนเดอร์ส รับบท ชีรอนตอนวัยรุ่น และ เทรวานเท โร้ดส์ รับบท ชีรอนตอนโต

แม้ดูเผินๆ Moonlight จะมีเนื้อหาที่ค่อนข้างหนัก แต่เจนกิ้นส์เลือกที่จะเล่าออกมาในโทนที่นุ่มนวล เขาไม่ได้เน้นประเด็นเรื่องผิวสีหรือเรื่องเกย์ให้โจ่งแจ้ง แต่กลับสนใจที่การเติบโตและการเลือกทางเดินชีวิตของมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง

Moonlight กลายเป็นหนังที่ชนะใจผู้ชมนับตั้งแต่เปิดตัวในเทศกาลหนังต่างๆ เมื่อปีก่อน คำชมแบบปากต่อปากในโซเชียลมีเดีย ทำให้หนังได้รับความสนใจอย่างสูง จนเป็นหนังที่ทำรายได้อย่างน่าประทับใจทั้งๆ ที่ออกฉายแบบจำกัดจำนวนโรง

 

Dreamworks Pictures, Paramount Pictures Saving Private Ryan 1

Saving Private Ryan

หนังสงครามน่าดู ภารกิจพิเศษสุดท้ายของพลทหารผู้กล้าเพื่อช่วยชีวิตจ่า Ryan
หนังสงครามที่ถูกยกขึ้นหิ้งให้เป็นสุดยอดหนังสงครามการันตีด้วยรางวัล Oscars สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม โดยพ่อมดแห่ง Hollywood อย่าง Steven Spielberg เป็นผู้สร้างและกำกับหนัง เนื้อเรื่องพูดถึงภารกิจด่วนพิเศษที่ร้อยเอก John Miller ได้รับมอบหมายให้ช่วยชีวิตจ่า Ryan ที่เป็นลูกชายคนสุดท้ายที่ยังมีชีวิตเหลืออยู่ของตระกูล หนังเรื่องนี้มีครบทุกอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นความตลก ความดราม่า ความซาบซึ้งกินใจ ไม่มีความซับซ้อนในเรื่องราวแต่สามารถทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วมกับหนังได้เป็นอย่างมาก

Orion Pictures Platoon 1

Platoon

หนังสงครามน่าดู การห้ำหั่น หักหลังกันเองของทหารอเมริกันในช่วงสงครามเวียดนาม
Chris ลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อเข้าร่วมรบกับกองทัพอเมริกาในช่วงสงครามเวียดนามอย่างเต็มใจรับใช้ชาติ จนเมื่อเขาได้ไปรบจึงได้ค้นพบว่าบรรยากาศในกองทัพนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่เขาจินตนาการ นอกจากจะต้องพยายามสู้รบกับศึกนอกแล้วยังต้องรับมือกับศัตรูในกองทัพที่พร้อมจะหักหลังกันเองตลอดเวลา คนดูหลายคนยังประทับใจและยกให้บรรยากาศในหนังนั้นสมบูรณ์แบบแม้จะสร้างมาแล้วหลายปี หลายคนยังชอบประเด็นของหนังที่ว่าเมื่อคนต่างอุดมการณ์ต้องมาร่วมรบก็ต้องพบเจอจุดแตกหักเข้าสักวันหนึ่ง

The Weinstein Company Inglourious Basterds 1

Inglourious Basterds

หนังสงครามน่าดู สงครามโลกครั้งที่ 2 ฉบับก๊วนโอ๊ย โหด มันส์ ฮาจาก Tarantino
Quentin Tarantino เป็นผู้กำกับคนดังแห่ง Hollywood ที่มีสไตล์การทำหนังแบบดุเดือด เลือดพล่านและมีความแปลกใหม่ ซึ่งเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังด้วยการทำหนังที่มีบรรยากาศพื้นเรื่องเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องบอกไว้ก่อนว่าหนังเรื่องนี้แค่ใช้บรรยากาศช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ไม่ได้มีการอิงประวัติศาสตร์ใด ๆ สิ่งที่คุณจะได้รับจากหนังคือความบันเทิงและจุดหักมุมที่ทำให้คุณนั่งไม่ติดเก้าอี้ และต้องบอกเลยว่าการแสดงของ Christoph Waltz ก็เป็นสิ่งที่คุณห้ามพลาดกันเลย

Warner Bros. Pictures Dunkirk 1

Dunkirk

วีรกรรมของชาวบ้านที่ช่วยชีวิตและป้องกันประเทศจากการรุกราน
สร้างจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในเมือง Dunkirk ชายหาดในประเทศฝรั่งเศสที่ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรกองใหญ่ถูกกองทัพนาซีปิดล้อมเพื่อทำการสังหาร ทหารหน่วยรบอากาศจึงพยายามที่จะคอยคุ้มกันเพื่อรักษาชีวิตของทหารที่ติดอยู่ รวมไปถึงกลุ่มชาวบ้านธรรมดาที่มีแค่เรือประมงก็พยายามมาช่วยชีวิตของทหารเหล่านั้นด้วยเช่นกัน หนังเรื่องนี้จะไม่ได้เน้นฉากระเบิด ฉากแอ็คชั่น แต่จะเน้นให้เห็นถึงความหวังในการเอาชีวิตรอด สุดท้ายแล้วการแพ้ชนะของทหารในสงครามก็คือได้กลับบ้านอย่างครบทั้งกายและใจ

Universal Pictures 1917 1

1917

ย้อนรอยความทรงจำภารกิจผู้กล้าที่ช่วยชีวิตทหารจากกับดักร้าย
ย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 Schofield และ Blake ได้รับมอบหมายภารกิจสุดลับที่จะต้องส่งจดหมายเตือนโดยการข้ามเขตแดนศัตรูเพื่อช่วยชีวิตของทหารฝ่ายอังกฤษให้รอดพ้นจากกับดักของทหารเยอรมัน หนังเรื่องนี้ได้ถูกเล่าขึ้นจากเรื่องราวในความทรงจำของบุคคลที่มีตัวตนจริง ๆ และเป็นปู่ของผู้กำกับ จึงทำให้เก็บรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับสงครามได้อย่างสมบูรณ์ เป็นหนังที่ใช้เทคนิคการถ่ายทำระดับสูงที่กวาดทั้งรางวัลและเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์มาทั่วโลก

Sony Pictures Releasing Fury 1

Fury

ชื่ออังกฤษ : Fury

ชื่อภาษาไทย : วันปฐพีเดือด
ประเภทหนัง : Action
กำกับและเขียนบท : เดวิด เอเยอร์ ( David Ayer)
ผู้ผลิต : Grisbi Productions, Le, Huayi Brothers Media,QED International
นักแสดง : แบรด พิตต์ (Brad Pitt), ไชอา เลอเบิฟ (Shia LaBeouf), โลแกน เลอร์แมน (Logan Lerman), ไมเคิล เพน่า ( Michael Peña), โจนาธาน เบิร์นธัล (Jon Bernthal)
วันที่เข้าฉาย : 23/10/2014

ภาพยนตร์แอคชั่นเรื่องยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี 2014 จากผู้เขียนบท Traing Day และผู้กำกับ End of Watch ทุ่มทุนสร้างกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ และสร้างมาจากเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างกองทัพพันธมิตรของสหรัฐอเมริกากับฝ่ายเยอรมัน นำแสดงโดยนักแสดงที่ทุกคนทั่วโลกต่างรู้จัก อย่าง “แบรด พิตต์ (Brad Pitt)” ซึ่งผลงานล่าสุด World War Z ทำรายได้ทั่วโลกไปกว่า 400 ล้านเหรียญ , “ไชอา เลอเบิฟ (Shia LaBeouf)” พระเอกหนุ่มสุดเนิร์ดจากภาพยนตร์ Transformer 1-3 และ “โลแกน เลอร์แมน (Logan Lerman)” หรือหนุ่มน้อย Percy Jackson ที่หลายคนชื่นชอบ

เรื่องย่อ

เรื่องราวของหน่วยรถถังอเมริกาที่ผ่านสงครามมาอย่างโชกโชน ในช่วงโค้งสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างกองกำลังพันธมิตรของอเมริกาที่กำลังพยายามบุกเข้าไปในเมืองเบอร์ลินของเยอรมัน

เมื่อกองทัพเยอรมันมีการป้องกันที่แน่นหนาจนสหรัฐไม่สามารถทะลวงเข้าไปได้ รวมทั้งการกลับมาของ “รถถังไทเทอร์” ที่ถือว่าเป็นราชาแห่งรถถังในสงครามโลก และเป็นสิ่งที่กองทัพอเมริการับมือยากลำบากมากที่สุด เนื่องจากมีความแข็งแกร่งของเกราะมากกว่ารถถังเชอร์แมนของสหรัฐ ซึ่งหากจะรับมือกับรถถังไทเทอร์ได้นั้น กองทัพสหรัฐจำเป็นจะใช้รถถังเชอร์แมนถึง 4-5 คัน นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หน่วยรถถังของฝ่ายอเมริกาต้องสุญเสียกำลังไปถึง 90% และหนึ่งในนั้นก็คือ สมาชิกคนหนึ่งของหน่วยรถถังที่มีนามว่า “ฟิวรี่”

จากการสูญเสียดังกล่าว ทำให้จ่าโคลลิเยร์ หรือ “วอร์แดดดี้” หัวหน้ารถถัง “ฟิวรี่” ร่วมด้วยสมาชิกที่เหลืออีก 3 คนได้แก่ พลยิง “ไบเบิล”, พลบรรจุ “คูนแอส” และพลขับรถถัง “กอร์โด้” จำเป็นต้องรับสมาชิกใหม่อีกคน ซึ่งนั่นก็คือ เด็กหนุ่มผู้ไร้ประสบการณ์ อย่าง “นอร์แมน” ที่ถูกส่งมาเหมือนถูกจับโยนเข้าสมรภูมิรบให้เขาต้องเรียนรู้กับความโหดร้ายของการต่อสู้ฆ่าฟันอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อนจากโลกภายนอก

ณ สมรภูมิรบ ที่แม้กระทั่งหนึ่งวันแรกของนอร์แมนก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากสิ่งที่เหล่าทหารทั้งหมดต้องเจอมาตลอด 3 ปี ทำให้เขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ความกดดัน ทั้งจากสมาชิกเก่าภายในทีมที่ไม่เปิดใจรับ และการต้องเผชิญกับบททดสอบของการเรียนรู้สู่การเป็นทหารที่มีประสิทธิภาพจากหัวหน้าทีมอย่างวอร์แดดดี้

เมื่อสงครามครั้งนี้ จำเป็นต้องอาศัยหน่วยรถถัง “ฟิวรี่” เพื่อทำภารกิจบุกตะลุยฝ่ากองทัพนาซีเข้าไปในใจกลางจุดยุทธศาสตร์ ท่ามกลางวงล้อมของเหล่ารถถังไททอร์สุดแข็งแกร่ง

เหล่าสหายร่วมรบทั้ง 5 จะต้องเผชิญกับแรงกดดันให้ต้องพยายามเอาชีวิตรอดอย่างไร? และการก้าวผ่านวัยของนอร์แมนครั้งนี้จะเป็นไปในทิศทางใดนั้น? รอชมจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กองทัพอเมริกาได้รับชัยชนะในสงครามโลกได้ 23 ตุลาคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์.

“วอร์แดดดี้” (Don ‘Wardaddy’ Collier) รับบทโดย แบรด พิตต์ (Brad Pitt)

จ่าโคลลิเยร์ หรือ “วอร์แดดดี้” หัวหน้าหน่วยรถถังฟิวรี่ เป็นตัวละครที่มีความจริงจัง เขามีหน้าที่และความรับผิดชอบในการทำให้ลูกทีมมีชีวิตรอด ถึงแม้จะดูเย็นชา แต่เขาก็มีอารมณ์ขัน ห่วงใยลูกทีม และอาฆาตศัตรู

“ไบเบิล” (Boyd ‘Bible’ Swan) รับบทโดย ไชอา เลอเบิฟ (Shia LaBeouf)

พลยิง ทำหน้าที่บังคับปืนใหญ่ เขาเป็นคนเคร่งศาสนาและพยายามใช้ชีวิตตามคำสอน แต่เขาก็พร้อมฆ่า ถ้าคุณอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเขา

นอร์แมน (Norman Ellison) รับบทโดย โลแกน เลอร์แมน (Logan Lerman)

เด็กหนุ่มพลทหารหน้าใหม่ไร้ประสบการณ์ ที่เข้ามาประจำตำแหน่งผู้ช่วยพลขับประจำรถถังคนใหม่ หลังจากลูกทีมคนก่อนเสียชีวิต

“กอร์โด้” (Trini ‘Gordo’ Garcia) รับบทโดย ไมเคิล เพน่า (Michael Peña)

พลขับรถถัง ตัวแทนของคนอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกันกว่า 350,000 คน ที่เข้าร่วมสงคราม

“คูนแอส” (Grady ‘Coon-Ass’ Travis) รับบทโดย โจนาธาน เบิร์นธัล (Jon Bernthal)

เกรดี้ หรือ “คูนแอส” พลบรรจุ ทำหน้าที่ใส่กระสุนปืนใหญ่ หลังจากเขาได้เห็นความโหดร้ายที่เขาไม่นึกว่าจะเกิดขึ้นกับมนุษย์

สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ นอกจากเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกของ 3 นักแสดงหนุ่มชื่อดัง อย่าง…

แบรด พิตต์ (Brad Pitt), ไชอา เลอเบิฟ (Shia LaBeouf) จาก “Transformer ภาค 1-3″ และ

โลแกน เลอร์แมน (Logan Lerman) จาก “Percy Jackson” ในส่วนของเบื้องหลังการถ่ายทำ

ยังเป็นการทุ่มทุนสร้างกว่า 100 ล้านเหรียญสหัฐ เพื่อเนรมิตฉากการต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่ 2

ที่สมจริง ด้วยเทคนิกที่แทบไม่ได้ใช้ CG หรือคอมพิวเตอร์กราฟฟิกเข้ามาช่วยเลย โดยเป็นหนัง

สงครามเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการนำรถถังจริงมาเข้าฉากมากว่า 60 คัน โดยรถถังหลักอย่าง “ฟิวรี่” ทีมงานก็ได้รับอนุญาตจากพิพิธภัณฑ์โบวิงตัน ให้นำรถถังรุ่น M4A2 76mm HVSS ที่ยังใช้งานได้มาถ่ายทำในหนัง และรวมถึง รถถังไทเกอร์ II อันเลื่องชื่อของกองทัพเยอรมัน ก็ได้รับอนุญาตให้ใช้โดยพิพิธภัณฑ์ด้วยเช่นกัน

The Guilty ( 2018 )

ภาพพยนตร์ หนังที่เล่นกับพื้นที่จำกัดเรื่องนี้ ใช้พื้นที่ทางด้านอารมณ์ได้คุ้มค่าสุด ๆ มันเข้าเรื่องได้เร็ว เเละค่อยๆ ไต่ระดับความเครียดยิ่งขึ้นอย่างถูกจังหวะ ด้วยพล็อตเรื่องที่เข้มข้นการแสดงที่ยอดเยี่ยมแต่ก็ยังหาพื้นที่ในการวิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างเฉียบคม โดยเฉพาะในเรื่องมาตรฐานของศีลธรรม ที่บางครั้งเราคิดว่าเราถูกที่สุด แต่ดูเหมือนความมั่นใจนั้นจะเป็นอันตรายต่อผู้อื่นเสมอในท้ายที่สุด

X-Men: Days of Future Past ( 2014 )

ภาพพยนตร์ หนังเรื่องนี่มีส่วนผสมที่หนังที่ดัดแปลงที่มาจากการ์ตูนสายบันเทิงพึงมี จังหวะที่ไม่เร็วไม่ช้าไปแต่เน้นความไหลลื่นทางด้านอารมณ์ , มีฉากลุ้นระทึกดูสนุกตั้งแต่ต้นจนจบ , เข้าเรื่องได้เร็ว ,ใช้เวลาแนะนำละครได้อย่างรวดเร็วและฉลาด , มีฉากที่น่าจดจำ , มีเนื้อเรื่องที่ไม่ง่ายเกินไปพอให้คนดูได้ใช้ความคิดได้บ้าง และการมีตัวละครที่ต้องตัดสินอะไรบางอย่างที่สำคัญอยู่ตลอดเวลา

The Survivalist ( 2015 )

ภาพพยนตร์ หนังที่เรารู้สึกว่าน่าเชื่อถือที่สุดในตระกูลหนังวันสิ้นโลก มันดูเรียล ดูดิบเถื่อน อาจจะเกินไปเสียหน่อยจนยากที่จะดูในบางฉาก ( 18+ ) หนังให้อารมณ์กับเราเหมือนกับหนังสงครามที่ตัวละครมีความหวาดระแวงต่อทุก ๆ สิ่งในขั้นสูงสุด ที่ถ้าไม่เถื่อนจริงก็อยู่ไม่ได้ เราชอบตรงที่หนังสามารถหาพื้นที่ให้ตัวละครได้โชว์ความอ่อนไหวออกมาอย่างมีจังหวะ และเล่นกับความเงียบ ความกลัวได้อย่างน่าสนใจ

Her ( 2013 )

เป็นหนังที่ถูกสร้างมาให้คนตกหลุมรักอย่างเเท้จริง เเต่พอจะเหวี่ยง จะถลําลึกมันก็ทำให้เรารู้สึกกังวลจริง ๆ กับตัวละคร ซึ่งในทางนึงมันก็ทำให้เราเปิดใจที่จะยอมรับวิธีการคิดของตัวละครแบบนี้มากขึ้น อีกส่วนที่สำคัญที่สุดของหนังคือบรรยากาศที่ถูกออกแบบมาได้สมจริงมาก ๆ และดูเหงาสุด ๆ , เพลงประกอบของ Arcade Fire อันเคลิบเคลิ้มก็เข้ากันกับหนังได้ดี รวมถึงงานภาพชวนฝันของ Hoyte Van Hoytema ก็ทำออกมาได้น่าจดจำจริง ๆ

The Revenant ( 2015 )

สิ่งที่เราทั้งชอบและเกลียดในหนังของ Inarritu คืองานกำกับที่มีความทะเยอทะยานสูงเกินกว่ามนุษย์ทั่วไป(โดยไม่จำเป็นในบางที)ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยมีผู้กำกับคนไหนอยากทำอะไรแบบนี้แล้ว แต่ด้วยการที่เขายึดแนวทางนี้อย่างแน่วแน่ทำให้หนังที่มีความดิบ ๆ เถื่อน ๆ แมน ๆ เรื่องนี้ ให้ความรู้สึกร่วมจริง ๆ เรารู้สึกเอาใจช่วยอยู่ตลอดว่าตัวละครจะต้องเจออะไรหนักหนากว่านี้ไหมในฉากต่อไป

The Master ( 2012 )

The Master เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์] สำหรับ The Master ถือว่าเป็นงานระดับมาสเตอร์พีชดูยากอีกงานของ Paul Thomas Anderson ที่มาตีแผ่ชีวิตของกลุ่มคนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2ถ้าว่าด้วยภาพยนตร์ของ Paul Thomas Anderson แล้ว ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังดูยาก และเรื่องนี้ก็ขอยอมรับมันดูยากจริงๆ หลายฉากนั้นผมเองก็ไม่ได้มีอารมณ์ร่วม และไม่เข้าใจมากนัก แต่ประเด็นสำคัญหลายๆ ฉากที่ปรากฏในภาพยนตร์นั้นก็พอให้เราเข้าใจเนื้อหา และความหมายอยู่บ้าง แต่ที่เด่นที่สุดของ The Master นั้นคือการถ่ายทำด้วยฟิลม์ 65 มม. เลยทำให้ได้ภาพที่สวยงาม ตระการตา พิถีพิถัน ประกอบกับชุดนักแสดงที่ยกกันมาประชันกันตั้งแต่ Joaquin Phoenix, Philip Seymour Hoffman และ Amy Adams ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมเรื่องนี้ถึงได้กวาดรางวัลใหญ่ๆ ไป 3 รางวัลในเทศการลเวนิชไป

The Master ถูกเล่าเรื่องผ่าน ชาย 2 คนนั่นคือ Freddie Quell รับบทโดย Joaquin Phoenix

นายทหารเรือผ่านศึกที่มีภาวะทางจิตอ่อนๆ และอาการเสพติดสงคราม กับ Lancaster Dodd ที่รับบทโดย Philip Seymour Hoffman ศาสตราจารย์ที่ได้ฉายาว่า “The Master” เปิดลิทธิที่พูดถึงการใช้จิตบำบัด และมีคนสนใจเลื่อมใสมากมาย

ก่อนหน้าที่ทั้ง 2 คนจะมาพบกัน The Master นั้นเล่าเรื่องผ่านภาวะที่ผิดปรกติ และมุมมองของ Freddie ที่เปิดเรื่องมาด้วยภาวะที่ไร้เป้าหมายในชีวิตในหาดแห่งนึ่ง แต่ละวัน Fredie มีเพียงอาการติดเหล้า ช่วยตัวเอง โดยไม่สนใจสายตาของเพื่อนทหาร แม้กระทั่งการปั้นทรายที่ชายหาดเป็นรูปผู้หญิงเปลือยกาย และลงมือกระทำชำเรารูปปั้นทรายนั้นอย่างไม่แคร์สายตาใคร จนกระทั่ง สงครามสิ้นสุดก็ได้เวลาพาทหารกลับบ้าน จุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือ วิถีชีวิตของคนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่แม้จะชนะสงครามแต่ เหล่าทหารที่กลับมาก็ไม่อาจจะอยู่ในสังคมได้อย่างปรกติ ภาวะที่ได้เจอคือภาวะของผู็เสพติดสงคราม​ ซึมเศร้า ปรับตัวไม่ได้ แน่นอนว่า Freddies อยู่ในกลุ่มเหล่านั้น อีกทั้งในเรื่องยังนำเสนอฉากในการสัมภาษม์ทหารเก่าอย่างเขา และได้บ่งบอกถึงตัว Freddies ว่าตัวเองเป็นคนที่หมกหมุ่นในเรื่อง เซ็กส์ และความรุนแรง

โชคยังเข้าข้าง Freddies หน่อยที่ ยังพอมีวิชาการถ่ายภาพ เขาได้ทำงานเป็นช่างภาพ และใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาไปวันๆ กับการชงสูตรเหล้าพิสดาร ที่สามารถมอมใครก็ได้ จนวันหนึ่งก็ไม่อาจจะควบคุมอารมณ์รุนแรงของตัวเองได้ จนมีเรื่องกับลูกค้า หนีไปทำงานไร่กระหล่ำปลีพักใหญ่ๆ ความซวยยังตามมาติดๆ เมื่อไปชงเหล้าสูตรใหม่ จนเพื่อนชาวไร่เกือบตาย และหาว่า Feddies ชงยาพิษให้ เป็นเหตุให้เขาวิ่งหนีขึ้นมาบนเรือยอร์ชลำหนึ่ง และตื่นขึ้นมาพบกับชายคนหนึ่งที่ภายหลังคือ ศาสตรจารย์ Dodd ที่มีฉายาว่า The Master และภรรยาของเขา รับบทโดย Amy Adams โดยเรือลำนี้กำลังเดินทางไป New York

Freddies กับ Dodd ได้เรียนรู้และเข้าอกเข้าใจ โดย Freddies ยอมเป็นกรณีศึกษาทดสอบภาวะสภาพจิตแก่ Dodd และคนบนเรือ ภายหลังเขาได้รับรู้ว่า Dodd นั้นเป็น The Master ของลัทธิที่เรียกว่า “The Cause” ที่เชือว่า มนุษย์สามารถระลึกจิตวิญญาณของตัวเอง โดย สามารถที่จะเข้าถึงชีวิตในชาติก่อนๆ ล้านๆ ปี โดยการเข้าไปเป็นตัวตนในชาติก่อนนั้น จะสามารถบรรเทาอาการปวด เจ็บของมนุษย์ได้

ตลอดทั้งเรื่องมีภาวะของการ สะกดจิตศึกษาภาวะในใจของ Freddies ตลอดทั้งเรื่องเพราะ Dodd นั้นมองเห็นว่า Freddies คือคนไข้ที่อยู่ระยะสุดท้ายที่ยากเกินเยียวยา ภาวะจิตใจตลอดที่เราจะได้ศึกษาไปพร้อมๆ กันของ Freddies นั้นเราจะพบกับความป่วยขั้นรุนแรง ความลับที่ว่าพ่อเสียชีวิตแต่เด็ก แม่อยู่โรงพยาบาลบ้า ตัวเขาเองก็แอบมีสัมพันธ์ทางเพศกับน้าของตัวเอง ทุกสิ่งเป็นปัญหาที่ Freddies รับได้ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดนั้นกลับเป็นเรื่องราวของหญิงสาว 16 ที่ชื่อ Doris Solstad ที่เขาสัญญาว่าจะรีบกลับไปหาเธอ แต่ก็ไม่ได้กลับหลายปี ที่ทำให้เขาเจ็บปวด รวดร้าวที่สุด

ภาวะดังกล่าวจะเห็นว่า Freddies นั้นมีแต่วิ่งหนีความจริงมาตลอด ไม่ว่าจะเรื่องของอารมณ์การทำงาน การควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ต้องตบตีใช้กำลังตลอดถ้าไม่พอใจ การวิ่งหนีเมื่อมีเรื่องมีราว แม้แต่การหนีความจริงที่ต้องกลับไปหา Doris

ทั้งเรื่องจะเห็น Dodd นั้นทำการทดลอง Freddies หลากหลายวิธี จนสุดท้าย ฉากที่เล่นอารมณ์มากที่สุดคือ ภาวะของการเดินไปจับกระจก และผนังไม้ วนไปมา ที่เนื้อแท้แล้ว Dodd ได้ทราบดีว่า Freddies นั้นแตกต่างกว่าคนอื่นๆ โดยบทในช่วงนี้จะมีการเชือดเฉือดจากคุณนาย Dodd อย่าง Amy Adams ที่สามารถคุมบังเหียนของ Dodd ได้มากกว่าตัวเค้าเอง หรือจะบอกว่าแท้จริงแล้ว The Master นั้นคือคุณนาย Dodd มากกว่า โดยสิ่งที่เราจะได้เห็นคือการแสดงภาวะของความริษยาของคุณนาย Dodd ที่โดน Freddies ดึงความสนใจของสามีให้สนใจตัว Freddies มากกว่าตัวเอง (การสำเร็จความใคร่ให้สามี พร้อมประโยคคำสั่ง – ภาพนี้เป็นการนำเสนอความหมายบางอย่างของเรื่อง)

ในตอนท้ายของเรื่อง หลังจากฉากที่ Dodd บอกให้ Freddies ขับมอร์ไซต์ไป Freddies เลือกที่จะขับหนีไปสุดไกลจาก Dodd พร้อมกับการประกาศถึงอิสระ และการปลดปล่อยตนเอง Freedies เดินทางไปที่บ้าน Doris ไม่พบเธอแต่พบแม่ของเธอ พร้อมทั้งสารภาพ และรับรู้ว่า Doris แต่งงานและย้ายจากบ้านไป 3 ปีแล้ว แทนที่ Freddies จะโมโห และใช้กำลังอย่างเคย กลับกลายเป็นว่าเค้ามีความสุขที่ได้เห็น Doris มีความสุข ทุกอย่างที่เหมือนภูเขาลูกใหญ่ในอกของ Freddies นั้นเหมือนถูกยกออก

ตอนท้าย Dodd ได้ติดต่อ Freddies กลับมาพบกัน Dodd ได้เปิดโรงเรียนกับภรรยา แต่ก็ได้รู้ว่าสุดท้าย Freedies นั้นมีอิสระ และไม่อาจจะที่จะเป็นอะไรที่ลัทธิของตนเป็นได้ พูดตรงๆคือ การทดลองของลัทธิ The Cause นั้นไม่มีอะไรที่พิสูจน์ได้ว่า ลัทธิ ได้เปลี่ยน Freddies ได้เลยเหมือนคนอื่นๆ
มองกลับไปตลอดเรื่อง Freddies นั้นไม่ได้มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงหลังจากบำบัดด้วย The Cause เลยซ้ำร้าย Freddies เองต่างหากที่บำบัดตัวเอง โดยอาศัยคำสอนบางเรื่องมาเปลี่ยนแปลงบำบัดในวิธีทางของเขา

เป็นได้ว่า Freddies นั้นเปรียบเสมือนคนที่ต้องการคนชี้นำแค่ต้นทาง เมื่อเขาเดินทางเขาสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองได้ แต่สิ่งที่ Dodd นั้นสร้างมาคือการชี้นำ และปฏิบัติตามและเป็นไปอย่างที่ Dodd ต้องการแต่ Dodd ไม่สามารถเปลี่ยน Freddies ตามแนวทางของลัทธิได้ และนั่นคือตอนจบเมื่อทั้งคู๋ต้องแยกทางกัน อีกทั้ง Freddies สามารถที่จะเป็น The Master ในแนวทางใหม่ของตัวเองได้

ที่ตลกคือในตอนจบ Freddies หยิบ บทเรียนการทดลองจากลัทธิ The Cause มาถามติดตลกกับสาวที่นอนด้วยกัน เล่นๆ

ตลอดเรื่องจะเห็นบาดแผลของคนหลังสงครามนั้นได้หลอกหลอนชั่วชีวิต แท้จริงนั้นก็คือปมภายในจิตใจของตัวเองมากกว่าสงคราม ไม่ต่างจากภาวะของปมด้อยของคนไทยในตอนนี้ แน่นอนในช่วงนั้นทำให้เป็นช่วงที่เกิดลัทธิใหม่ๆ มากมายขึ้นมาช่วยฟื้นฟูสภาวะจิตใจในนามธรรม มากมายเป็นที่ยึดเหนี่ยวของคนกลุ่มนั้น เช่นกันกับหลายลัทธิในประเทศไทย ที่เปิดคอร์สเก็บเงินมากมาย มาฟื้นฟูความอยากได้อยากมีของคนไทย หลอกล่อคนเข้าอบรม

แน่นอน ถ้าเป็นผู้ที่ตาสว่างแล้ว Freddies คือตัวอย่างที่ดีของคนที่พิสูจน์ว่า บางครั้งลัทธิ์ไม่ใช่สฟื้นฟูจิตใจเราได้จริงๆ แต่เป็นตัวเองนี่แหละที่ควรจะรู้ตัวเองเราควรตัดอะไรออกไปเพื่อให้ปมภายในจิตใจของเราหายไป