โลกโซเซียลถึงกับร้อน พากันรุมถล่มพนักงาน รถทัวร์ โดยสารคนหนึ่ง ในวันนี้ (24 ธันวาคม 63) เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า เจนจิตร เสนานุช โพสต์ข้อความ พร้อมวีดีโอ โดยระบุพิกัดอยู่ที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 ในกรุงเทพมหานคร ระบุว่า

“หนูเดินทางมาจาก เพชรบูรณ์ เมื่อวานเพื่อมาตรวจตา ที่โรงพยาบาลศิริราช ตรวจเสร็จหนูจะเดินทางกลับเพชรบูรณ์ เจ้าหน้าที่เขาไม่ให้หนูขึ้นรถ เข้าบอกว่าผู้โดยสารรังเกียจ ทั้งๆ ที่หนูชื้อตั๋วแล้ว หนูต้องไปคืนตั๋ว หนูขึ้นมารักษาตัวที่ 2-3 เดือน 10 กว่าปีแล้วนะที่ขึ้นๆ ลงๆ อยู่แบบนี้ หนูไม่คิดว่าจะเจออะไรแบบนี้ คำพูดที่เขาใช้กับหนูคำแรก หนูลืมกดวีดีโอ ค่ะแต่คนอื่นได้ยิน นี่หรือคนไทย ”

ส่วนคลิปที่โพสต์มาด้วยนั้น บันทึกนาทีที่หญิงสาวรายนี้ พูดคุยกับพนักงานประจำ รถทัวร์ ด้วยเสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้น บอกพนักงานว่า ไม่ต้องถ่ายค่ะ ไม่ให้หนูไปก็ไม่ต้องถ่าย นี่หรือค่ะคนไทย ทำไมค่ะ (สะอื้น) หนูเพิ่งมาจากเพชรบูรณ์เมื่อวาน หนูเดินทางมากลับเพชรบูรณ์วันนี้ แต่พนักงานรถไม่ให้หนูขึ้นรถ หนูซื้อตั๋วแล้วเรียบร้อย พนักงานคนนี้เขาให้ไปคืนตั๋วไม่ให้หนูกลับ แล้วหนูจะกลับยังไงคะ หนูไม่ได้เป็นโรคติดต่อ หนูเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมา (เสียงสะอื้น) เพราะอะไรหรอคนอื่นขึ้นรถได้หมด แต่หนูทำไมขึ้นรถไม่ได้ จากนั้นในคลิปเป็นภาพรถทัวร์ค่อยๆถอยหลังออกจากชานชาลาไป

หลังโพสต์นี้ถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจึงรู้สึกไม่พอใจและหลายคนแสดงความสงสาร ขณะที่บางส่วนรุมถล่มพนักงานประจำรถทัวร์ พร้อมชี้ช่องให้ร้องเรียนเอาผิดกับพนักงานและบริษัทรถทัวร์

ต่อมา หญิงสาวคนดังกล่าวนี้ ได้โพสต์ขึ้นมาอีกครั้งว่า ตอนนี้ หนูได้ขึ้นรถ 999 ลงหล่มเก่าค่ะ รถออกจากหมอชิต 2 ทุ่มค่ะ ขอบคุณทุกกำลังใจ และขอบคุณทุกคนที่ช่วยแชร์นะค่ะ

ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อทางโทรศัพท์กับหญิงสาวคนดังกล่าว ทราบชื่อว่าคือ นางสาวเจนจิตร เสนานุช เป็นชาวอำเภอหล่มเก่า เล่าว่า ตนเองเดินทางมาจาก อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ เมื่อวันอังคาร (22 ธ.ค.) เพื่อมาพบหมอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร และกำลังจะเดินทางกลับ และซื้อตั๋วรถในเที่ยว 16.00 น.

ระหว่างที่กำลังเข้าคิวเพื่อเดินขึ้นรถ ก็มีการสอบถามว่าป่วยเป็นอะไร ผู้โดยสารท่านนั้นก็ตอบว่า เป็นแผลกดทับที่เท้าเดินไม่สะดวก จากนั้นมีการแจ้งให้รอเพื่อให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบก่อนว่า จะขึ้นรถได้ไหม แล้วมีเจ้าหน้าที่ขี่รถจักรยานยนต์มาตรวจ และแจ้งให้ไปคืนตั๋ว โดยไม่แจ้งเหตุผล แต่ภายหลังได้ยินจากที่เจ้าหน้าที่ของบริษัทรถทัวร์คุยกันเองว่า ผู้โดยสารที่จะร่วมเดินทางมาด้วยเขารังเกียจ ตนเองจึงรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก และตัดสินใจถ่ายคลิปลงโซเชียล ตามที่ปรากฏ

สนับสนุนโดย ufabet24

จากสถานการณ์ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) แพร่ระบาดใน จ.สมุทรสาคร ส่งผลให้ หญิง อายุ 35 ปี ชาย อายุ 29 ปี อำเภอสองพี่น้อง สุพรรณบุรี ที่มีประวัติเดินทางไปติดต่อซื้อขายกุ้งที่ตลาดกุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร ตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19 ล่าสุด ตรวจพบกลุ่มเสี่ยง ติดเชื้อเพิ่มอีก จำนวน 5 ราย ทั้งหมดรวมจำนวน 7 ราย

คำสั่งจังหวัดสุพรรณบุรี มาตรการเร่งด่วนในการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในพื้นที่อำเภอสองพี่น้อง สุพรรณบุรี ด้วยปรากฏสถานการณ์การแพระบาตของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) พบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วชองกลุ่มแรงงานต่างด้าวในจังหวัดสมุทรสาคร และมีความเกี่ยวข้องกับการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVD-19) ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอสองพี่น้อง มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มจะแพระบาดเพิ่มขึ้นอีก เพื่อให้การป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVD-19) ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดสุพรรณบุรี กำหนดให้ท้องที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพื้นที่เสี่ยงที่มีความจำเป็นจะต้องยกระดับมาตรการในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่เข้มขันขึ้น จึงมีมติให้กำหนดมาตรการฯ เพื่อให้มีการปฏิบัติเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากคำสั่งจังหวัดสุพรรณบุรี

ล่าสุด มีมาตรการป้องกัน Covid-19 สั่งล็อกดาวน์ เฉพาะในเขตอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยกำหนดให้ปิดสถานที่ต่างๆ งดทำกิจกรรม และ เพื่อให้มาตรการที่กำหนดข้างต้นบรรลุผลจึงขอความร่วมมือชาวอำเภอสองพี่น้อง งดเว้นการเดินทางออกนอกพื้นที่โดยไม่จำเป็น (ประกาศมีผล ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2563 – 3 มกราคม 2564)

ให้ประชาชนสวมหน้ากากผ้า หรือหน้ากากอนามัย ขณะอยู่นอกเคหะสถาน
งดการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท
สถานที่จำหน่ายอาหาร และเครื่องดื่มทุกชนิด รวมถึงร้านค้า แผงลอย รถเข็น แผงผลไม้ ให้จำหน่ายเพื่อนำกลับไปรับประทานในที่พักเท่านั้น ห้ามนั่งทานในร้านโดยเด็ดขาด
งดใช้สถานที่สนามออกกำลังกาย สนามกีฬาในร่วม หรืออื่นๆ
ห้ามมิให้จัดงานเลี้ยง งานมงคลสมรส งานพิธีการศพ งานบุญทางศาสนา การไหว้บรรพบุรุษ และงานประเพณีทุกชนิด สำหรับแนวทางปฏิบัติในการจัดงานดังกล่าว ให้ถือปฏิบัติตามประกาศของกระทรวงวัฒนธรรม ลงประกาศไว้ 1 เม.ย.63 อย่างเคร่งครัด
ให้ปิดตลาดนัดและสถานที่ลักษณะเดียวกันทุกแห่ง (ใน อ.สองพี่น้อง)
ให้ปิดสวนสนุก บ้านลม บ้านบอล
ปิดร้านเกม ร้านอินเตอร์เน็ต และร้านสนุกเกอร์
ให้ปิดสนามพระเครื่อง ตลาดนัดพระเครื่อง หรือร้านพระเครื่องที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ตั้งแต่ 3 ร้านขึ้นไป
ให้ปิดสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ กิจกรรมนวดแผนไทย อบไอน้ำและสมุนไพร
ให้ปิดโรงมหรสพ โรงภาพยนตร์ และสถานที่จัดให้มีมหรสพทุกประเภท
ให้ปิดสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการและสถานประกอบการที่เปิด ให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ ร้านคาราโอเกะ ผับ บาร์ สถานบันเทิง
ให้ปิดสนามมวย สนามชนไก่ สนามซ้อมชนไก่ สนามชนโค สนามกัดปลา หรือสนาม การแข่งขันอื่นในลักษณะทำนองเดียวกัน
ให้ปิดสถานที่ให้บริการสระว่ายน้ำ และสระว่ายน้ำที่เปิดให้บริการในโรงแรม
ให้ปิดสถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานดูแลผู้สูงอายุ
ให้ปิดโรงเรียน สถานศึกษาทุกระดับ สถาบันกวดวิชา และสถานที่สอนพิเศษ เพื่อให้มาตรการที่กำหนดข้างต้นบรรลุผลจึงขอความร่วมมือชาวอำเภอสองพี่น้อง งดเว้นการเดินทางออกนอกพื้นที่โดยไม่จำเป็น

สนับสนุนโดย ufabet24

แม่วอนตำรวจเร่งติดตามตัวคนก่อเหตุยิงในงานเลี้ยงวันเกิด เป็นเหตุให้ลูกชายวัย 12 ขวบ ถูกลูกหลงเสียชีวิต

(22 ธันวาคม 63)  ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 69 บ้านหนองอีโต่ง หมู่ 3 ต.ธาตุ อ.วังหิน จ.ศรีสะเกษ หลังจากที่มีผู้โพสต์เฟซบุ๊กข้อความว่า “ลูกหนูโดนยิงถูกลูกหลงวัยรุ่นตีกันในงานวันเกิด แต่ตำรวจจับคนร้ายไม่ได้ ทั้งๆ ที่รู้ตัวคนยิง ขอทุกคนช่วยหาเบาะแสนะคะ ช่วยกันแชร์เยอะๆนะคะ” จึงได้สอบถามหาผู้โพสต์จนทราบว่าอยู่ที่บ้านดังกล่าว เมื่อไปถึง ได้พบกับ

นางวาสนา อายุ 39 ปี เจ้าของบ้านดังกล่าว แม่ของ น้องปลื้ม อายุ 12 ขวบ ผู้เสียชีวิต และเป็นผู้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก ซึ่งที่บ้านกำลังช่วยกันเก็บข้าวของ หลังจากที่ได้ทำการฌาปนกิจศพน้องปลื้มไป

นางวาสนา ได้เล่าว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 16 ธันวาคม 63 ที่ผ่านมา ที่วัดบ้านหนองอีโต่ง ต.ธาตุ อ.วังหิน จ.ศรีสะเกษ โดยเธอได้พา น้องปลื้ม อายุ 12 ปี ลูกชาย ไปงานวันเกิดของคนในหมู่บ้าน ซึ่งทางเจ้าของวันเกิดได้มีรถแห่มาแสดงดนตรีด้วย ซึ่งลูกชายก็ได้ไปเล่นกับเพื่อนตามประสาเด็ก จนกระทั่งถึงเวลาประมาณห้าทุ่ม งานใกล้จะเลิกและทุกคนในหมู่บ้านก็ต่างทยอยกันกลับบ้าน เธอจึงได้ไปเรียกให้ลูกชายกลับบ้าน

แต่ปรากฏว่ามีคนในหมู่บ้านมาบอกกับเธอว่า มีกลุ่มวัยรุ่นต่างถิ่นที่มานั่งดื่มสุราอยู่หน้าวัดบ้านหนองอีโต่ง ชักอาวุธปืนมายิงคู่อริ จำนวน 5 นัด ทำให้น้องปลื้ม ลูกชายของเธอที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น ถูกลูกหลงยิงเข้าที่บริเวณซี่โครงฝั่งขวา ตัดเข้าที่หัวใจแล้วมาทะลุออกซี่โครงฝั่งซ้าย จนล้มลงไปกับพื้น พอเธอวิ่งออกมาหาลูกชายก็เห็นว่าลูกชายนอนจมกองเลือด หายใจรวยริน และพยายามจะเรียกชื่อเธอ ก่อนที่จะมีเจ้าหน้าที่มาปั๊มหัวใจและพาโรงพยาบาล แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถยื้อชีวิตลูกชายเธอเอาไว้ได้ จนทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

หลังจากนั้นญาติก็ได้นำศพลูกชายมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่บ้าน และได้ประกอบพิธีฌาปนกิจไปแล้ว และที่เธอได้ออกมาโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว เนื่องจากว่าจนถึงตอนนี้ตำรวจยังไม่สามารถจับคนร้ายตัวจริงมารับโทษได้ แม้จะมีการออกหมายจับไปแล้วตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 63 ที่ผ่านมา เธอจึงอยากออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับลูกชายของเธอ เพราะเด็กอายุเพียง 12 ปี ที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย ต้องมาเจอกับเหตุการณ์อะไรแบบนี้

สำหรับเหตุการณ์นี้ไม่ได้มีแค่น้องปลื้มคนเดียวที่ถูกกระสุนปืนจากกลุ่มผู้ก่อเหตุ แต่ยังมี นายรังสรรค์ อายุ 28 ปี โดนยิงเข้าที่แขนขวาจนกระดูกแตก และ นายณัฐวัฒน์ อายุ 21 ปี ถูกแขนขวา 1 นัด มือขวา 1 นัด และหลังอีก 1 นัด ซึ่งทั้งสองคนยังคงพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลวังหิน จ.ศรีสะเกษ

โดยนายสาคร อายุ 48 ปี พ่อของนายณัฐวัฒน์ ผู้ได้รับบาดเจ็บ บอกว่า ในคืนเกิดเหตุ คุณหมอก็ได้โทรมาบอกกับตนว่าลูกชายถูกยิงอาการสาหัส พร้อมกับบอกให้ทำใจเผื่อเอาไว้ แต่สุดท้ายหมอก็สามารถช่วยชีวิตลูกชายตนเอาไว้ได้ ทำให้ตอนนี้อาการดีขึ้นเรื่อยๆ และสามารถพูดคุยได้บ้างแล้ว โดยลูกชายได้บอกว่ารู้จักกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ เนื่องจากว่าเคยมีเรื่องทะเลาะกันมาก่อน จึงทำให้ในคืนเกิดเหตุ กลุ่มผู้ก่อเหตุตั้งใจจะยิงลูกชายของตน จนมีกระสุนพลาดไปถูกเด็กจนเสียชีวิตไปด้วย ซึ่งเท่าที่ได้คุยกับลูกชาย ในคืนเกิดเหตุลูกชายตั้งใจจะไปเที่ยวงานเท่านั้น และไม่ทราบมาก่อนด้วยว่าจะมีคู่อริมาดักยิงด้วย

ส่วนความคืบหน้าทางด้านคดี พ.ต.อ.อิทธิโชติ ไชยมงคล ผกก. สภ.วังหิน จ.ศรีสะเกษ หลังจากเกิดเหตุก็ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งสืบสวนติดตามรวบรวมพยานหลักฐาน มัดตัวคนร้ายที่ก่อเหตุ จนได้มีการขอศาลออกหมายจับผู้ก่อเหตุไปตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 63 ที่ผ่านมาแล้ว เบื้องต้นคาดว่าคนร้ายน่าจะยังกบดานอยู่ในพื้นที่ จึงได้มีการสั่งให้ชุดสืบสวนเร่งติดตามจับกุมตัวมาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุด

สนับสนุนโดย ufabet24

“ตรัง“ น้ำทะลักท่วมสูงต่อเนื่อง ชาวบ้าน 6 อำเภอ น้ำท่วม 5,602 ครัวเรือนจมใต้บาดาล เดือดร้อนหนักสุดในรอบ 10 ปี

วันนี้ (6 ธันวาคม 63) ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ตรัง รายงานสถานการณ์น้ำท่วม บริเวณคลองช้าง ริมถนนสายตรัง-สิเกา เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ได้นำเอาเครื่องจักรกลหนัก รวมทั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ มาทำการสูบน้ำเพื่อผลักดันให้น้ำจากแม่น้ำตรัง ไหลออกสู่ปากน้ำทะเลกันตังได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น หลังมวลน้ำจำนวนมาก จากพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ไหลบ่าลงมา ทำให้พื้นที่ด้านเหนือคลองช้างซึ่งได้แก่ ต.หนองตรุด ต.นาตาล่วง และ ต.นาโต๊ะหมิง ขณะเดียวกันน้ำจากแม่น้ำได้ได้ไหลเข้าท่วมโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยตรัง ซึ่งอยู่บริเวณริมแม่น้ำตรัง ระดับน้ำท่วมสูงตั้งแต่ 20-50 เซนติเมตรและยังมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น

ส่วนบริเวณพื้นที่ ต.บางรัก อ.เมืองตรัง น้ำได้ไหลเข้าท่วมแล้วทั้งหมด 6 หมู่บ้าน สำหรับพื้นที่หนักสุดใน ต.บางรัก คือ หมู่ 4 ต.บางรัก อ.เมือง น้ำได้ไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและเพิ่มระดับขึ้นสูงจำนวนมาก ระดับน้ำ เพิ่มสูงขึ้นกว่า 3 เมตร ทำให้บ้านเรือนชาวบ้านถูกน้ำท่วมถึงหลังคาบ้านกว่า 10 หลัง

ขณะที่พื้นที่รับน้ำใน 6 ตำบลในอำเภอเมือง ได้แก่ตำบลนาตาล่วง ตำบลบางรัก ตำบลนาท่ามใต้ ตำบลหนองตรุดตำบลนาโต๊ะหมิง และ 3 ตำบลในอำเภอกันตังคือ ตำบลควนธานี ตำบลบางหมาก ตำบลโคกยาง มีน้ำท่วมเพิ่มสูงขึ้นจากเมื่อวานนี้ตั้งแต่ 2-3 เมตร โดยเฉพาะที่บ้านหนองบัว หมู่ที่ 4 ต.นาตาล่วง บ้านเรือนกว่า 30 หลังคาเรือนถูกน้ำท่วมถึงหลังคาบ้าน สูงตั้งแต่ 2-3 เมตรเช่นกัน

ซึ่งกระแสน้ำที่ท่วมยังคงไหลเชี่ยวกราดอย่างต่อเนื่อง ส่วน พระ-เณร ในวัดประสิทธิชัย หรือวัดท่าจีน ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วม ต่างใช้เรือเป็นยานพาหนะเข้าออกวัดและมีความเป็นอยู่อย่างยากลำบาก อบต.หลายแห่งเร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำท่วมทั้ง 6 อำเภอใน จ.ตรังคือ อ.รัษฎา,อ.นาโยง,อ.ห้วยยอด,อ.วังวิเศษ,อ.กันตังและ อ.เมือง พื้นที่ตอนบนได้แก่ อ.รัษฎา และ อ.นาโยง เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ยกเว้นพื้นที่ท้ายน้ำซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำตรัง หลายตำบลยังอ่วมหนัก แม้ฝนหยุดตกมาแล้ว 3 วัน แต่เนื่องจากมวลน้ำก้อนใหญ่จากอ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราชไหลลงมาสมทบกับน้ำป่าจากเทือกเขาบรรทัด ทำให้พื้นที่ตอนล่างซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำตรัง มีน้ำท่วมสูงขึ้นมากกว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม มีผู้จมน้ำเสียชีวิตรายแรกแล้ว เมื่อคืนนี้คือนายพิเชษฐ์ เพชรประสิทธิ์ อายุ 49 ปีชาวบ้านตำบลนาตาล่วง อ.เมืองตรัง โดยสถานการณ์น้ำท่วมยังขยายวงกว้าง และมีประชาชนได้รับความเดือดร้อน 6 อำเภอ 29 ตำบล 4 ชุมชน 141 หมู่บ้าน 5,602 ครัวเรือน

สนับสนุนโดย ufabet24

“ยังไม่เสียชีวิต” รพ.แม่สอดยืนยัน ชายสูงอายุ ลอบผ่านแดนป่วยโควิด-19 ยังไม่เสียชีวิต

“ยังไม่เสียชีวิต” กรณีมีรายงานชายไทยอายุ 70 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มีอาการป่วยหนัก ภายหลังญาติเรียกรถกู้ภัยของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งไปรับตัว โดยปกปิดข้อมูลว่าเป็นผู้ป่วยติดเตียง ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปช่วยเหลือ ไม่ได้สวมใส่ชุด PPE กระทั่งมีการตรวจพบว่าเป็นผู้ป่วย โควิด-19

เมื่อสอบประวัติอย่างละเอียดพบว่า ชายคนนี้ลักลอบข้ามไปฝั่งเมียนมาเพื่อหาภรรยา แล้วเดินทางกลับเข้าประเทศไทยตามเส้นทางธรรมชาติเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ต่อมาวันที่ 4 ธันวาคมได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19 ประกอบกับผู้ป่วยมีอาการทรุดหนัก และมีข่าวลือว่าเสียชีวิต

ล่าสุดวันนี้ (6 ธันวาคม 63) เมื่อเวลา 17.00 น. แฟนเพจโรงพยาบาลแม่สอด ชี้แจงว่ากระแสข่าวดังกล่าวเกิดความคลาดเคลื่อน พร้อมยืนยันว่าผู้ป่วยรายนี้ยังคงรักษาตัวอยู่ในห้องความดันลบ ยังไม่เสียชีวิตตามที่กระแสข่าวลือแต่อย่างใด
ทั้งนี้ทีมสอบสวนโรคได้เร่งค้นหา และติดตามผู้สัมผัสเสี่ยง เพื่อเข้าสู่กระบวนการควบคุมโรคต่อไป

สนับสนุนโดย ufabet24

สุดสลด ร.ต.อ.วิไกร ศรีวะสุทธิ์ รอง.สว.(สอบสวน) สภ.เหล่าหลวง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ รับแจ้งจาก นางกนกวรรณ รัตโนสถ อายุ 50 ปี ว่ามีผู้เสียชีวิตอยู่ภายในอู่ซ่อมรถของตนเอง จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เดินทางไปชันสูตรพร้อมด้วย พ.ต.ท.จรูญศักดิ์ ลำพุทธา รอง ผกก.สส.สภ.รักษาการแทน ผกก.นพ.ธราดล มุ่งขันติวงศากุล แพทย์ รพ.บึงโขงหลงและสมาคมกู้ภัยบึงโขงหลงฐานภูลังกา

สุดสลด ที่เกิดเหตุเปิดเป็นอู่ซ่อมรถยนต์ชื่อ ร้านดงบังอะไหล่ยนต์ ภายในห้องออฟฟิศพบศพ นายสุทธิรักษ์ สติภา อายุ 44 ปี ช่างซ่อมรถประจำอู่ ใน ต.บึง อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์ สภาพศพสวมกางเกงขาสั้นเจเจ ลายสีแดง เสื้อแขนสั้นสีน้ำเงิน ไม่พบบาดแผลใดๆ ตามร่างกาย นอนห่มผ้าห่มผืนบางๆ เพียง 1 ผืน และเสียชีวิตมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ชั่วโมง ข้างศพผู้ตายพบเด็กหญิง อายุ 9 ขวบ ลูกสาวซึ่งเรียนอยู่ชั้น ป.3 นั่งร้องไห้อย่างน่าเวทนา พร้อมกอดศพกุมมือพ่อไม่ยอมห่างไปไหน เด็กหญิงเล่าว่า หนูนอนอยู่กับพ่อทั้งคืนแต่ห่มผ้าคนละผืน พอตื่นเช้ามาทุกวันพ่อจะตื่นก่อนเพื่อลุกมาทำงาน แต่วันนี้พ่อทำไมนอนตื่นสาย จึงได้ปลุกพ่อใช้มือเขย่าตัวอย่างไรพ่อก็ไม่ยอมตื่น แต่ก็ยังไม่ได้บอกใครเพราะไม่รู้ว่าพ่อเป็นไร คิดว่าบางทีพ่ออาจเหนื่อยมากจึงไม่ยอมตื่น

สอบสวนนางกนกวรรณ ซึ่งเป็นเจ้าของร้านอู่ซ่อมรถยนต์และเป็นนายจ้างผู้ตาย ได้เล่าถึงชีวิตรันทดของครอบครัวผู้ตายว่า ผู้ตายได้มาทำงานเป็นช่างซ่อมประจำอู่มานานกว่า 10 ปี แล้วก็มีความรักใคร่ผูกพันกันเหมือนญาติพี่น้อง เป็นคนนิสัยดี ไม่เกเร รักลูก มีความรับผิดชอบหน้าที่ และขยันทำงาน ซึ่งตนได้เปิดอู่ซ่อมรถอยู่ 2 สาขาคือที่บึงกาฬ และอยู่ที่ชลบุรีอีก 1 สาขา

เมื่อ 2 เดือนที่แล้วภรรยาของผู้ตายซึ่งทำงานอยู่ที่อู่สาขาชลบุรีก็ได้เสียชีวิตลง เนื่องจากกินยาเกินขนาด เด็กหญิงลูกสาวคนเดียวจึงได้ย้ายมาอยู่กับพ่อที่อู่ซ่อมรถแห่งนี้ ปกติผู้ตายก็ไม่มีโรคประจำตัวอะไร ไม่มีประวัติการรักษา แต่ก่อนจะกินข้าวเย็นทุกวันมักจะดื่มเบียร์ก่อน 1 ขวด ประมาณ 3 ทุ่มก็แยกย้ายกันเข้านอน และได้บอกว่าให้หยิบผ้าห่มที่มีอยู่หลายผืนมาห่มก่อนนอนด้วย เพราะช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงมาก ตกดึกอุณหภูมิจะต่ำเหลือประมาณ 12-13 องศาเท่านั้น ผู้ตายยังบอกด้วยว่าขอนอนตื่นสายเพราะเป็นวันหยุด เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าอุณหภูมิที่ลดลงอย่างรวดเร็วจนหนาวเย็นจัดอาจทำให้เกิดช็อกจึงหนาวตายได้ ส่วนศพผู้ตายกู้ภัยบึงโขงหลงนำส่งญาติที่จังหวัดสุรินทร์เพื่อทำพิธีทางศาสนาต่อไป

สนับสนุนโดย ufabet24

วัคซีน Sputnik V ถูกกระจายทั่ว ประเทศรัสเซีย รัฐบาลหวังสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพและผลข้างเคียง
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า รัฐบาลรัสเซียเริ่มกระจายวัคซีนป้องกัน โควิด-19 ภายใต้ชื่อ Sputnik V (สพุทนิก วี) ให้แก่ประชาชนผู้อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงแล้วตั้งแต่วันเสาร์ (5 ธ.ค.) ที่ผ่านมา ทำให้รัสเซียกลายเป็นประเทศแรกของโลกที่มีการกระจายวัคซีนต้านเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในวงกว้าง

เป้าหมายหลักของการรับวัคซีนที่คิดค้นขึ้นเองภายในประเทศระลอกแรก ซึ่งส่งผ่านไปยัง 70 คลินิกทางการแพทย์ทั่วประเทศ ได้แก่ แพทย์ พยาบาล รวมถึงบุคลากรสาธารณสุขอื่นๆ พร้อมกับกลุ่มอาจารย์ และเหล่านักสังคมสงเคราะห์ที่ประกอบอาชีพความเสี่ยงสูง

ขณะที่รอยเตอร์ส รายงานว่า วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดี รัสเซีย สั่งการให้ทุกภาคส่วนผลักดันให้ชาวรัสเซียทั่วประเทศสามารถเข้ารับวัคซีนได้ภายในสัปดาห์ที่จะมาถึง ทั้งยังยืนยันในศักยภาพการผลิตวัคซีนอีกกว่า 2 ล้านโดส ภายในระยะเวลาไม่นานต่อจากนี้

สอดคล้องกับ คิริล ดริทรีฟ ผู้อำนวยการการลงทุนโดยตรงของ ประเทศรัสเซีย ในฐานะผู้สนับสนุนการพัฒนาวัคซีนดังกล่าว ที่เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีเมื่อวันศุกร์ (4 ธ.ค.) ว่า ประเทศมีความพร้อมในการฉีดวัคซีนให้พลเมืองถึง 2 ล้านคน ภายในเดือนนี้

ด้าน มิคาอิล มูราชโค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของรัสเซีย ระบุว่า ปัจจุบันนี้ รัฐบาลฉีดวัคซีนให้ประชากรผู้มีความเสี่ยงสูงไปแล้วกว่า 100,000 ราย

ข้อมูลจาก worldometer ระบุว่า ณ วันที่ 6 ธ.ค. รัสเซียมีผู้ป่วยติดเชื้อโควิดทั้งสิ้น 2.4 ล้านราย รักษาตัวหายแล้ว 1.9 ล้านราย และเสียชีวิตทะลุ 40,000 ราย

ที่ผ่านมา รัสเซียพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ออกมา 2 ชนิด ได้แก่ Sputnik V และวัคซีนอีกประเภทที่มีสถาบันไซเบอร์เลีย เวกเตอร์ (Siberia’s Vector) เป็นผู้พัฒนาหลัก ทว่าวัคซีนของทั้ง 2 สถาบันยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการทดลองขั้นสุดท้าย ทำให้นักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยออกมาตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากระยะเวลาพัฒนาวัคซีนที่รวดเร็วมาก ทั้งยังเป็นวัคซีนที่ไม่ผ่านการทดลองขั้นสุดท้ายอย่างสมบูรณ์

ทั้งนี้ รัสเซียไม่ใช่ประเทศเดียวที่ถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของวัคซีน ช่วงปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ไม่น้อยได้ตั้งคำถามกับวัคซีนป้องกันเชื้อโควิด-19 ของบริษัทแอสตราเซเนกา ผู้ผลิตยาสัญชาติอังกฤษ ซึ่งรัฐบาลไทยเตรียมซื้อ หลังพบว่า การให้วัคซีนในครึ่งโดสกลับให้ประสิทธิภาพได้ดีกว่าการให้เต็มโดส จนนำไปสู่แถลงการณ์ของบริษัทที่เตรียมตรวจสอบและทดลองประสิทธิภาพวัคซีนใหม่อีกครั้ง

สนับสนุนโดย ufabet24

เด็กหญิง ป.6 จากชัยพฤกษ์เดินทางมาม็อบที่ห้าแยกลาดพร้าวกับพี่สาว โผกอด “รุ้ง ปนัสยา” ร่ำไห้กลัวรุ้งติดคุกอีก-ไม่อยากเห็นใครโดนยิง

กลายเป็นโพสต์ที่ถูกแชร์ไปทั่วโลกออนไลน์ หลังจากที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก โอม ชาวไร่ ได้โพสต์ภาพของ รุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ขณะสวมกอดเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่ง หลังเวทีชุมนุมของกลุ่มราษฎรจัดการชุมนุมบริเวณห้าแยกลาดพร้าว เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 63 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า

“น้องอยู่ชั้นประถมปีที่ 6 มาจากชัยพฤกษ์นั่งรถไฟฟ้ามา เพื่อมาหารุ้งโดยเฉพาะ มาขออนุญาตเข้าไปหาพี่รุ้งได้ไหม ผมไม่รู้น้องคุยอะไรกับรุ้งบ้าง แต่ที่ผมเห็นคือน้องยืนร้องไห้อยู่ครึ่งชั่วโมงโดยมีรุ้งคอยปลอบ หลังจากน้องออกมาผมจึงสอบถามว่าน้องเป็นอะไร

น้องบอกกับผมว่า “สงสารพี่รุ้งคะ ไม่อยากให้พี่รุ้งเป็นอะไร พี่อย่าให้ใครมาทำอะไรพี่รุ้งได้ไหม” แล้วก็ร้องไห้ไม่หยุดผมยื่นนิ้วก้อยให้น้องพร้อมปลอบน้องว่า ไม่มีใครทำอะไรพี่รุ้งได้ พวกพี่สัญญา พวกพี่จะดูแลเอง โอเคนะ แล้วน้องก็ร้องไห้เดินจากไป พร้อมกับพี่สาวที่พาน้องมาอีกคน

สอบถามพี่สาวน้องได้ใจความว่า น้องอยู่ ป.6 สนใจเรื่องการเมืองมาก และไปค้นหาข้อมูลทั้งหมดจึงทราบว่ารุ้งกำลังโดนคดี 112 น้องเป็นห่วงรุ้งมาก จะมาหารุ้งให้ได้

น้องเก่งจังที่ไม่ยอมต่อความอยุติธรรม แม้ว่าเขาอายุเท่านี้แต่ความคิดเขาเป็นผู้ใหญ่มาก ผมเป็นผู้ใหญ่บางทีผมยังรู้สึกละอายใจเลยที่ผมไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้

ขอให้หนูตั้งใจเรียนนะ แล้วโตมาช่วยเปลี่ยนประเทศนี้ให้ดีขึ้น พี่จะเป็นกำลังใจให้หนูนะ พี่สัญญาแล้วพี่ต้องทำให้ได้ เป็นอีกวันที่ผมรู้สึกว่าหัวใจผมแอบร้องไห้อีกครั้ง”

ขณะที่ รุ้ง ปนัสยา ได้โพสต์เล่าเหตุการณ์ดังกล่าวในเวลาต่อมา ระบุว่า “วันนี้มีน้องคนนึงมาหาเราหลังเวที พอเห็นหน้าเราน้องก็ยืนร้องไห้อยู่นานมาก ด้วยคำถามหลายๆ คำถามที่น้องไม่ได้คำตอบจากสังคมนี้ น้องกลัวเราติดคุกอีก น้องไม่อยากเห็นใครโดนยิงอีก และอีกหลายคำถามที่เราฟังแล้วเราก็ได้แต่อึ้งไปเพราะไม่รู้จะตอบน้องยังไง

เราได้แต่บอกน้องว่าต้องเข้มแข็ง ต้องยืนหยัดในสิ่งที่เราสู้ เราได้ให้คำสัญญากับน้องว่าเราจะไม่หายไปไหนอีกซึ่งเราไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเราจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้ไหม

เราขอบคุณน้องมากๆ ที่พูดสิ่งที่น้องคิดให้เราฟัง และเราหวังว่าเมื่อถึงเวลาที่น้องโตขึ้นมา สังคมในตอนนั้นคงเป็นสังคมที่ดี ที่เราไม่ต้องสู้เรื่องเดิม ๆ อีกต่อไปแล้ว”

สนับสนุนโดย ufabet24

นาทีหนีตาย! สุดสะเทือนใจ แม่ไม่ทิ้งลูก น้ำซัดเรือล่ม ก่อนดับสลดทั้งคู่ สังเวยน้ำท่วมนครศรีธรรมราช หลังหนีตายออกจากบ้าน

นาทีหนีตาย! เรื่องราวสุดเศร้า 2 แม่ลูกดับ สังเวยน้ำท่วมนครศรีธรรมราช กลายเป็นความสูญเสีย จากเหตุการณ์น้ำท่วมนครศรีธรรมราช เบื้องต้น มี ผู้เสียชีวิตแล้ว 6 คน และ สูญหายอีก 1 คน หนึ่งในผู้เสียชีวิต คือ 2 แม่ลูก ที่กำลังหนีตาย แต่กลับถูกน้ำซัดเรือล่ม ดับสลด ทั้ง 2 แม่ลูก ที่ตำบลนาพรุ อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช

อีจัน ติดต่อโทรไปหา น้าอำ วัย 33 ปี ซึ่งเป็นญาติ คุณจริยา อายุ 27 ปี และ น้องอันวา อายุ 5 ขวบ ซึ่งเป็น 2 แม่ลูก ที่เสียชีวิต สังเวยน้ำท่วมนครศรีธรรมราช

น้าอำ เล่าว่า 2 แม่ลูก อยู่บ้านติดกับน้า บ่าย 3 โมงเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 63ที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนัก ระดับน้ำเริ่มสูงขึ้น น้าได้พา 2 แม่ลูกมาอยู่ที่บ้าน เพราะบ้านน้าเป็นบ้าน 2 ชั้น ส่วนบ้านของ 2 แม่ลูก เป็นบ้านชั้นเดียว และระดับน้ำท่วมเกือบมิดชั้น 1 แล้ว ภายในบ้านขณะน้ำกำลังขึ้นสูง มีญาติๆ มาอยู่ในบ้านน้า รวมกันเกือบ 10 คน

จากนั้นมีเรือชาวบ้านเห็นว่าน้ำเริ่มสูงขึ้น ได้พายเรือมารับญาติที่อยู่ในบ้าน รอบนี้ขนไปได้ 6 คน แต่เมื่อเรือพายไปจนถึงกลางทาง เรือไม่อาจต้านทานกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวได้ จึงทำให้เรือล่มทั้ง 6 คนจมน้ำ

แต่เรื่องน่าเศร้าที่เกิดขึ้น มีเพียง 5 คน ที่เอาตัวรอดได้ แต่น้องอันวาหายไปกับน้ำ ด้วยความเป็นห่วงไม่รู้ว่าชะตากรรมของลูกชายจะเป็นอย่างไร แม่ตัดสินออกตามหาลูกท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว

จนกระทั่งช่วงค่ำวันเดียวกัน (2 ธันวาคม 63) เจ้าหน้าที่ออกตามหาจนพบทั้ง 2 แม่ลูกกลายเป็นศพ

ตอนแรกภรรยาของตนได้เปิดรับบริจาค ช่วยค่าทำศพ 2 แม่ลูก ซึ่งมีคนใจบุญโอนเงินเข้ามา รวมแล้วกว่า 4 แสนบาท ภรรยาของตนได้ประกาศปิดรับบริจาคไปแล้ว และได้โทรติดต่อไปยังธนาคาร เพื่อปิดรับเงินที่โอนเข้ามา แต่ยังไม่สามารถติดต่อกับธนาคารได้

สนับสนุนโดย ufabet24

นักท่องเที่ยวอ้างเห็นกับตา! สำนักข่าว The Associated Press รายงานว่า แท่งเหล็กสเตนเลสปริศนาขนาดใหญ่ที่ก่อนหน้านี้ปรากฎตัวที่ทะเลทรายในรัฐยูทาห์ของสหรัฐฯ หายไปอย่างไร้ร่องรอย ในขณะที่ผู้คนพยายามหาเบาะแสว่า แท่งเหล็กนี้จะไปโผล่ที่ส่วนไหนของโลกเป็นสถานที่ต่อไป

โรเบิร์ต เบอร์นาร์ดส ช่างภาพจากรัฐโคโลราโด บอกกับสถานีโทรทัศน์ KSTU-TV ว่า เขาเห็นกลุ่มคนสี่คนผลักแท่งเหล็กดังกล่าวล้มลงเมื่อคืนวันศุกร์ ก่อนจะแยกชิ้นส่วนแท่งเหล็กใส่รถเข็น และพูดว่า “เราต้องไม่ทิ้งหลักฐานไว้” ก่อนเดินทางจากไป

สำนักงานผู้รักษากฎหมายเขตปกครองซานฮวน เคาท์ตี้ ในรัฐยูทาห์ ระบุว่าไม่มีแผนสืบสวนหาสาเหตุการสูญหายของแท่งเหล็กปริศนาที่ถูกนำมาติดตั้งบนพื้นที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ตาม ทางการยูทาห์ระบุว่าจะรับฟังข้อสังเกตจากผู้ที่เดินทางไปดูแท่งเหล็กนี้ด้วยตนเอง

สำนักงานจัดการที่ดินซึ่งดูแลพื้นที่ที่แท่งเหล็กดังกล่าวเคยปรากฎอยู่ ระบุว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาดูแท่งเหล็กหลายร้อยคนทิ้งขยะบนพื้นที่ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก และมีการจอดรถบนพื้นที่เพาะปลูกด้วย

ทั้งนี้ แท่งเหล็กที่มีลักษณะคล้ายกับแท่งเหล็กในภาพยนตร์เรื่อง 2001: A Space Odyssey หรือ “2001 จอมจักรวาล” ดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก ผู้คนต่างพากันตั้งคำถามถึงที่มาของแท่งเหล็กปริศนานี้ บางคนถึงกับคาดว่าแท่งเหล็กนี้เป็นสิ่งประดิษฐ์จากนอกโลก แม้ทางการจะระบุว่าแท่งเหล็กดังกล่าวเป็นสิ่งประดิษฐ์ของโลกมนุษย์ที่ทำจากการเชื่อมต่อแผ่นเหล็กสเตนเลสเข้าด้วยกัน

รัฐยูทาห์ไม่ใช่สถานที่แรกที่แท่งเหล็กนี้ปรากฎตัวขึ้น โดยโรเบิร์ต อิโอซับ ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวท่องถิ่นโรมาเนีย ziarpiatraneamt.ro รายงานว่า เคยมีผู้พบแท่งเหล็กลักษณะคล้ายกันที่่เนินเขาในเมืองเพียตรา เนียมท์ ทางตอนเหนือของโรมาเนีย ก่อนที่แท่งเหล็กดังกล่าวจะหายไปอย่างลึกลับ

แอนเดรีย คาราบีเลีย นายกเทศมนตรีเมืองเพียตรา เนียมท์ ระบุในโพสเฟซบุ๊กว่า ผู้ที่ติดตั้งแท่งเหล็กนี้ไม่ได้ขออนุญาตตามขั้นตอนอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม เขาพูดติดตลกว่า คงมี “มนุษย์ต่างดาววัยรุ่นเกรียน ๆ แย่ ๆ” มาติดตั้งแท่งเหล็กดังกล่าวรอบโลก และเขารู้สึกเป็นเกียรติที่เมืองของเขาได้รับเลือกให้ติดตั้งแท่งเหล็กด้วย

สนับสนุนโดย ufabet24