ลักษณะทั่วไปของอาชีพสถาปนิก
ลักษณะทั่วไปของอาชีพสถาปนิก

ลักษณะทั่วไปของอาชีพสถาปนิก อาชีพการออกแบบอาคารประเภทต่างๆ ให้เป็นในลักษณะของการประหยัดและงดงามในธรรมนองเดียวกันต้องมุ่งให้ตรงตามลักษณะทั่วไปของอาชีพสถาปนิก

ของผู้ช้อาคารนั้นๆทั้งในทางศิลปะและเทคนิคนำมารวมกัน
ประกอบกับต้องมีความเข้าใจในมาตรฐานความเป็นอยู่และความต้องการของบุคคลในระดับต่างๆของสังคม
รวมทั้งระดับมาตรฐานทางเศรษฐกิจของชาติด้วย
งานวิชาชีพทางสถาปัตยกรรมเป็นลักษณะการบริการเป็นส่วนใหญ่
ทั้งการบริการลูกค้าเป็นรายๆและการบริการแก่สังคมโดยรวมการออกแบบสิ่งต่างๆออกมา
สถาปนิกจะต้องคำนึงถึงความพอใจของผู้อื่นเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบอาคารบ้านเรือนข้าวของเครื่องใช้ก็เพื่อให้คนอื่นได้ใช้อย่างมีความพึงพอใจมีความสะ
ดวกสบายและให้เกิดความสวยงามแก่สังคม
          ขั้นตอนการทำงาน
1. บันทึกรายละเอียดความต้องการของลูกค้าเพื่อออกแบบให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า
2.ออกแบบคำนวณแบบ
3.คำนวณรายการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับเนื้อหางาน
4. เตรียมแบบและส่งแบบที่ว่าโดยช่างเขียนแบบให้ลูกค้าพิจารณา
5. เมื่อแก้ไขดัดแปลงให้สมบูรณ์แล้วจึงส่งแบบให้วิศวกรทำการก่อสร้าง
6. ออกปฏิบัติงานร่วมกับวิศวกรระหว่างการก่อสร้างเพื่อให้ใช้วัสดุตามแบบที่วางไว้ในเงื่อนไขสัญญา
7. ให้คำปรึกษาแก่วิศวกรและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการก่อสร้างและคำนวณของวิศวกร
8. วางแผนและควบคุม

คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
1. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีจินตนาการในการออกแบบ
และมีความสามารถในการวาดภาพเพื่อสื่อความคิดในใจออกมาเป็นรูปธรรมได้พอสมควร
2.มีความสามารถในการประยุกต์ที่ดีนำเอาเรื่องของศิลปะวัฒนธรรม
วิทยาการและเทคโนโลยีมาผสมผสานกันอย่างสอดคล้องได้
3.มีความละเอียดรอบคอบช่างสังเกตและประณีต
4.มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีในการติดต่อผสานงาน
5.มีความสนใจในเรื่องการประดิษฐ์ตกแต่งและออกแบบ
6.มีความละเอียดอ่อนพอที่จะเข้าใจความต้องการของคนอื่นโดยเฉพาะเจ้าของงาน
7.มีความเข้าใจและลึกซึ้งในคุณค่าของศิลปะ
วัฒนธรรมเพราะศิลปะที่อยู่ในเทคนิควิทยาการสร้างงานประเภทนี้เป็นการสะท้อนออกของเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมด้วย สถาปนิก

รับออกแบบบ้านฟรี

สถาปนิกต่างกับวิศวกรอย่างไร? ทำไมต้องให้สถาปนิกออกแบบบ้าน ไม่ใช่วิศวกร? เรื่องความสับสนระหว่างวิชาชีพเกี่ยวกับการก่อสร้าง ในสภาพแวดล้อมของบ้านเรา ที่การพูดถึงวิชาชีพในสื่อเช่นหนังหรือละคร มักไม่ได้พ่วงความรู้ความเข้าใจในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ สักเท่าไหร่ รวมถึงข่าวและสารคดีที่พูดถึงวิชาชีพหรือบุคคลสำคัญในแวดวงการก่อสร้างก็มีน้อยมาก จนทำให้ความรู้เกี่ยวกับวิชาชีพทั้งสองในสาธารณะช่างน้อยนิด

ไม่ต้องแปลกใจเลยที่ผมเองซึ่งเป็นสถาปนิกจะเคยโดนถามว่าควรจะใส่เหล็กเส้นขนาดไหนดีในคาน และเคยได้ยินว่ามีคนจะหาวิศวกรมาออกแบบบ้านให้ตัวเอง

อันที่จริงถ้าอธิบายให้กระชับและเข้าใจง่ายๆ ก็คือ สถาปนิก มีหน้าที่ออกแบบรูปร่าง หน้าตา และการใช้สอยของอาคารบ้านเรือน ส่วนวิศวกร (สาขาที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง) มีหน้าที่ออกแบบคำนวณเกี่ยวกับโครงสร้างอาคาร รวมถึงระบบไฟฟ้า ระบบระบายน้ำ ฯลฯ ต่าง ๆ ซึ่งค่อนข้างจะมีเรื่องการคำนวณตัวเลขมาเกี่ยวข้องมากหน่อย

แต่ส่วนที่ทำให้ผู้คนนอกวงการสับสนก็คือความรู้สึกที่ว่า… อ้าว ก็ในเมื่อบ้านมันก็มีแค่เสา คาน ท่อน้ำ สายไฟ เท่านี้ก็เกิดขึ้นเป็นตึกเป็นบ้านได้ แล้วแค่วิศวกรเท่านั้นก็สามารถจะใช้ความรู้ความสามารถคำนวณอิฐหินปูนทรายเหล็ก ออกแบบขึ้นมาให้เป็นบ้านได้นี่…

ที่จริงความเข้าใจนี้ทั้งใช่และไม่ใช่ครับ เพราะอันที่จริง ใคร ๆ ก็คุ้นเคยกับที่อยู่อาศัยและคิดออกแบบที่อยู่อาศัยของตัวเองในจินตนาการได้ จึงดูเหมือนว่า ขอแค่มีประสบการณ์ในการคำนวณให้เสาคานพื้นมันไม่ถล่มลงมา ที่เหลือใคร ๆ ก็น่าจะออกแบบบ้านตัวเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับบ้านและการก่อสร้าง ซึ่งถ้าความต้องการไม่ซับซ้อน บ้านที่ต้องการคล้าย ๆ กับบ้านทั่วไป (มักเป็นบ้านที่มีขนาดเล็ก) ก็ต้องบอกตามตรงว่า อาจไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้สถาปนิก หรือเรา ๆ ท่าน ๆ ก็พอจะเป็นสถาปนิกมือสมัครเล่นได้ ซึ่งในกรณีนี้แม้แต่กฎหมายก็มีข้อกำหนดที่ดูเหมือนจะเห็นด้วยอยู่กลาย ๆ ด้วยการกำหนดให้ อาคารพักอาศัยทั่วไปที่มีขนาดไม่เกิน 150 ตารางเมตร หรืออาคารเกี่ยวกับการเกษตรที่มีพื้นที่ไม่เกิน 400 ตารางเมตร ไม่ต้องใช้สถาปนิกในการเซ็นแบบออกแบบและควบคุมงานในการขออนุญาตก่อสร้าง

แต่ปัญหาก็ยังไม่จบ เพราะหลายคนคิดว่า ถึงเป็นบ้านใหญ่กว่า 150 ตร.ม. ก็ไม่เห็นจะต้องใช้สถาปนิกอยู่ดี แค่วิศวกรเพียวๆ ก็น่าจะออกแบบได้… โดยเฉพาะถ้าเราโนสนโนแคร์เรื่องรูปร่างหน้าตาอาคาร (เพราะชัดเจนอยู่กับตัวแล้วว่าเราชอบแบบไหน) และคิดว่าเรื่องการใช้สอยของบ้านก็แค่อยากได้เหมือนบ้านทั่ว ๆ ไป แล้วสถาปนิกยังจะมีประโยชน์อะไรนอกเหนือจากนี้อีกเล่า…

ก็ต้องอธิบายว่าเพราะที่ดินแต่ละผืน สภาพแวดล้อมแต่ละที่ ล้วนมีความแตกต่างกันทั้งทางด้านทิศทางและการคำนึงถึงการใช้งานให้สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม เช่นบ้านในฝัน หรือแบบบ้านที่เราไปหามา มีห้องนอนอยู่ทางซ้ายของบ้าน แต่หากที่ดินของเราหันหน้าที่ดินไปทางทิศใต้ ก็จะกลายเป็นห้องนอนเราโดนทิศตะวันตกไปเต็มๆ จึง “อาจจะ” ไม่ควรใช้แบบบ้านนี้กับที่ดินผืนนี้โต้ง ๆ เป็นต้น

รวมถึงยังมีเรื่องกฎหมายอาคาร การคำนึงถึงงบประมาณในภาพรวม ซึ่งสถาปนิกจะเข้ามาให้คำปรึกษาและช่วยออกแบบในส่วนนี้ได้ และอีกอย่างที่สำคัญคือ สถาปนิกจะสามารถสื่อสารให้เราเห็นถึงบ้านที่จะสร้างเสร็จให้กับทุกคนในครอบครัวได้ล่วงหน้าผ่านการนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการทำภาพ Perspective, เขียนแบบ, ทำโมเดล ประกอบคำอธิบายข้อดีข้อเสียและทางเลือกให้ทุก ๆ คนที่มีส่วนร่วมในบ้านให้เข้าใจร่วมกัน ไม่ต้องไปขัดเคืองขัดใจเอาตอนเมื่อลงมือสร้างไปแล้ว (พูดอีกแบบก็คือเปิดโอกาสให้ขัดเคืองขัดใจกันตั้งแต่ก่อนจะลงทุนก่อสร้างจริง) ซึ่งสำหรับคนที่เคยมีประสบการณ์ในการสร้างบ้านย่อมรู้ดีกว่า ปัจจัยทั้งหมดข้างต้น มีส่วนสำคัญต่อการลงทุนลงเวลาสร้างบ้านขนาดไหน

ที่ว่ามาทั้งหมดมิได้หมายความว่าวิศวกรจะออกแบบบ้านที่ดีไม่ได้นะครับ เพราะด้วยความใส่ใจและสนใจส่วนบุคคล ก็อาจจะทำได้ดีได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าวิชาชีพสถาปนิกเป็นวิชาชีพที่ร่ำเรียนมาโดยตรง จึงมีความรู้ ความสามารถ และภาระหน้าที่รับผิดชอบในการออกแบบบ้านได้ครบเครื่องกว่า (และเป็นภาระหน้าที่ทางกฎหมายของวิชาชีพเฉพาะด้วย ซึ่งผู้อื่นที่ไม่ได้ผ่านการร่ำเรียนตามระบบมาจะมาเซ็นออกแบบหรือควบคุมงานแทนไม่ได้) ที่สำคัญ สถาปนิกนี่แหละครับ ที่จะคอยคุย ประสานงานและช่วยใช้ความสามารถของวิศวกรและผู้รับเหมา มาทำให้แบบบ้านที่ออกแบบไว้เป็นจริงได้ลุล่วง โดยแต่ละฝ่ายก็จะได้ใช้ความสามารถตามวิชาชีพกันไป สถาปนิก