หนังเขย่าขวัญ hostel นรกรอชำแหละ

Hostel : นรกรอชำแหละ

เขย่าขวัญ หนังจิตๆ โหดๆ ที่มีกลุ่มลักพาตัวนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็คเกอร์ไปทรมานและสังหารอย่างโหดเหี้ยม การมาท่องเที่ยวยุโรปคงไม่สนุกแน่ถ้าพบว่าตัวเองต้องตกเป็นเหยื่อสังหารโหดจากกลุ่มลักพาตัวกลุ่มนี้ พวกเขาจะเอาชีวิตรอดยังไงมาลุ้นกัน Hostel ถือเป็นผลงานที่ สนุก โหด และลุ้นระทึกอีกเรื่องของผู้กำกับ อีไล ร็อธ

The Fog : หมอกมรณะ หนัง เขย่าขวัญ ตื่นเต้น

The Fog : หมอกมรณะ

เขย่าขวัญ เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่ลุ้นระทึก โดยมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเมืองริมอ่าว ที่ได้ถูกเล่าต่อๆกันมาว่าเคยมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นในเมืองโดยมีหมอก ที่มาจากไหนไม่มีใครทราบ พัดผ่านมากลืนกินเมืองนี้และพรากชีวิตผู้คนที่อาศัยหรือมาท่องเที่ยวในเมืองนี้ไป และเหตุการณ์เรื่องเล่านี้ก็กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ผู้คนในเมืองจะเอาชีวิตรอดได้ยังไง ภายใต้หมอกนั้นมีอะไรแฝงอยู่ ใครยังไม่เคยดูห้ามพลาดจ้า The Fog

The Mist : มฤตยูหมอกกินมนุษย์

The Mist : มฤตยูหมอกกินมนุษย์

เขย่าขวัญ เป็นหนังที่ถูกนำมาสร้างจากนิยายเขย่าขวัญของ สตีเฟ่น คิงส์ เนื้อ The Mist หาจะกล่าวถึงเมืองแห่งหนึ่งที่ถูกกลุ่มหมอกขนาดใหญ่เบิ้ม ที่พัดมาที่เมืองแห่งนี้ แต่ในหนังไม่ได้มาแค่หมอก ภายใต้หมอกสีขาวยังมีสัตว์ประหลาดสุดโหดที่จะมาไล่ล่าผู้คนในเมืองแห่งนี้ พวกเขาตกเป็นเหยื่อสุดอัตรายและจะเอาชีวิตรอดไปได้ยังไงกับสัตว์ประหลาดที่มาพร้อมกลุ่มหมอก

The Hills Have Eyes :โชคดีที่ตายก่อน

The Hills Have Eyes : โชคดีที่ตายก่อน

เขย่าขวัญ เวอร์ชั่นรีเมกของหนังสยองขวัญสุดโหด ปี 1977 โดยเนื้อหาจะเล่าถึงครอบครัว ครอบครัวหนึ่งที่ต้องเผชิญกับกลุ่มมนุษย์กินคนที่ออกตามล่าพวกเขา ท่านกลางทะเลทรายและภูเขาหิมะ พวกเขาจะเอาชีวิตรอดยังไงจากกลุ่มมนุษย์กินคน ต้องหามาดู ” The Hill Have Eyes ”

Drag Me to Hell : กระชากลงหลุม

Drag Me to Hell : กระชากลงหลุม

หนังเขย่าขวัญอีกหนึ่งผลงานชั้นเยี่ยมของ แซม ไรมี่ เนื้อหาจะกล่าวถึงหญิงสาวที่ปล่อยเงินกู้ และถูกคำสาปชั่วร้าย หลังจากที่เธอได้ไปทำให้หญิงชราคนหนึ่งต้องย้ายออกจากบ้านไป หลังจากนั้นชีวิตของเธอก็พบเจอแต่เรื่องแปลกๆร้ายๆ เหมือนตกนรกทั้งเป็น Drag Me To Hell ถือเป็นหนังที่ควรค่าแก่การหามาดูอย่างยิ่งอีกเรื่องนึง

Saw : ซอว์ เกมต่อตาย..ตัดเป็น

หนังสยองขวัญอาจจะเป็นของแสลงสำหรับหลายๆ คน แต่บางช่วงเวลาก็เหมาะที่จะนั่งดูหนังเหล่านี้ อย่างเช่น ในช่วงวันฮาโลวีนของฝรั่ง หรือช่วงฤดูร้อนที่ร้อนจนอยากหาอะไรมาทำให้ตัวเย็นและขนลุกตามแนวคิดคนญี่ปุ่น หรือในเวลาที่รวมตัวเพื่อนกลุ่มใหญ่มาดูหนังเรื่องเดียวกัน

หนังสยองขวัญมักจะมีคนที่เสียชีวิตในเนื้อเรื่องอยู่เยอะ หลายเรื่องมีภาคต่อจนกลายเป็นเฟรนไชส์ใหญ่ไม่น้อย รวมไปถึงหนังสยองขวัญเลือดสาดอย่าง ‘Saw’ ที่ในปี 2019 นี้ ก็มีอายุอานามเข้าสู่วัย 15 ปี แล้ว (Saw ฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ.2004)

การที่หนังซึ่งมีฉากเสียชีวิตแบบโหดๆ เรื่องนี้มีภาคต่อเนื่องกันมาถึง 8 ภาค และถูกสร้างเป็นสื่ออื่นทั้งการ์ตูนและเกม Saw เองก็ไม่ได้มีแต่ภาพที่ดูรุนแรงไปซะทั้งหมด ถ้าไปถามแฟนๆ ของเฟรนไชส์ หลายคนจะกล่าวว่า เนื้อเรื่องยังมีอะไรที่มากกว่าฉากคนโดนทรมาน หนังแฝงด้วยประเด็นเชิงปรัชญาจึงทำให้หลายคนติดตาม Saw อย่างต่อเนื่อง

แต่กว่าที่ Saw จะผ่ากระแสภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ จนมาถึงจุดที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แล้วต่อจากนี้ Saw จะไปทางไหน เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

ก่อสร้าง ผ่าร่าง เกมสยอง
ภาพยนตร์เรื่อง Saw เป็นไอเดียของเพื่อนสองคนที่เรียนทำการสร้างภาพยนตร์จากมหาวิทยาลัย Royal Melbourne Institute of Technology ที่ชื่นชอบในภาพยนตร์สยองขวัญเหมือนกัน และมีไอเดียในการทำงาน แต่ปัญหาก็คือ พวกเขาไม่มีเงินมากพอจะสร้างหนังสยองขวัญแบบที่ตลาดเคยทำมาได้ พวกเขาเลยใช้เวลาหลังจากจบการศึกษาไปทำงานอื่นพลางคิดไอเดียที่จะถ่ายทำหนังสยองขวัญที่ใช้งบไม่มากนัก

จนกระทั่งวันหนึ่ง ลีห์ วันเนล (Leigh Whannell) ก็ได้ไอเดียเกี่ยว ชายสองคนที่ติดอยู่ในห้อง โดยมีศพนอนขวางพวกเขา และมีปืนกับเครื่องอัดเสียง เขารีบโทรไปคุยกับ เจมส์ วาน (James Wan) เพื่อนที่ฝันอยากทำหนังแนวเดียวกัน ทั้งคู่ก็จับเอาไอเดียนี้มาประกอบร่าง ก่อนจะคิดว่าชื่อ Saw เหมาะกับหนังเรื่องนี้ดี

ถึงแม้บทที่ทั้งสองคนร่วมกันเขียนจะออกมาดูดีระดับที่บริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์ในออสเตรเลียยังแสดงความสนใจ แต่ในช่วงปี ค.ศ.2001 – 2002 นั้นไม่มีนายทุนเจ้าไหนในออสเตรเลียกล้าออกทุนสร้างหนังสยองขวัญ ลีห์กับเจมส์จึงคิดว่า ถ้าแบบนี้พวกเขาอาจจะต้องบินไปขายหนังที่อเมริกามันเสียเลย แต่จะบินเพื่อเอาบทภาพยนตร์ไปอย่างเดียวก็อาจจะโน้มน้าวใจนายทุนไม่ได้ พวกเขาจึงถ่ายทำภาพยนตร์ขนาดสั้นเพื่อให้นายทุนเข้าใจคอนเซปต์ง่ายขึ้น

ตัวหนังสั้นเล่าเรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่มีเลือดเปื้อนตามตัวกับเสื้อ และถูกตำรวจสอบสวนว่าไปเจอกับอะไรมา เขาจึงย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาว่า เขาถูกพาตัวไปยังห้องปิดแห่งหนึ่ง โดยที่เขาโดนถูกมัดกับเก้าอี้และมีกับดักหมีแบบย้อนกลับ (reverse bear trap) ติดอยู่ที่ศีรษะ ก่อนที่ตุ๊กตาบิลลี่ (Billy The Puppet) จะออกมาบอกกับเขาว่า ถ้าอยากรอดจากกับดักพิฆาต จะต้องมีการเล่นเกมกันเสียก่อน โดยเกมนั้นก็คือ การผ่าเอากุญแจที่ซ่อนอยู่ในร่างของชายอีกคน ที่ตอนแรกนอนสงบจนคิดว่าเป็นศพแต่แท้จริงแล้วยังมีชีวิตอยู่ หลังจากนั้นหนังจะตัดกลับมายังห้องสอบสวนและจบลง

หนังสั้นของเจมส์ วาน กับลีห์ วันเนล (ที่ภายหลังถูกเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า Saw 0.5) ทำให้บริษัทผู้ผลิตหนังและนายทุนหลายเจ้าแสดงความสนใจอย่างยิ่ง กระนั้นชายสองคนที่เดินทางมาจากออสเตรเลียก็เลือกทำงานกับบริษัทผู้สร้างภาพยนตร์ขนาดย่อมๆ เจ้าหนึ่ง ด้วยการตกลงว่า เจมส์กับลีห์จะได้สร้างหนังออกมาตามที่พวกเขาอยากจะสร้างโดยไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรมากนัก

แล้วหนังเรื่อง Saw ก็เริ่มถ่ายทำ ด้วยการใช้เงินทุนราวๆ 1,200,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งดูเป็นเงินไม่มากนัก แต่ตัวบทนั้นถูกวางมาให้เล่าเรื่องภายในห้องปิด งบเท่านี้จึงไม่ถือว่าน้อยเกินไปนัก หนังออกฉายในช่วงฮาโลวีนของปี ค.ศ.2004 ก่อนจะกลายเป็นภาพยนตร์ม้ามืดที่กวาดรายได้จากทั่วโลกไปราว 103 ล้านเหรีญดอลลาร์สหรัฐ อาจจะเพราะตัวภาพยนตร์มีบทที่ฉลาดเฉลียว และมีกลิ่นอายเชิงปรัชญาที่ใกล้เคียงกับแนวคิดของ เซอเรน เคียร์เคอกอร์ (Søren Kierkegaard) ที่เชื่อว่าคนเราควรจะผ่านความทุกข์ทรมานเพื่อจะได้รับรู้ว่าความหมายในการมีชีวิตคืออะไรแฝงอยู่ เลยทำให้คนดูมองว่านี่ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์ที่จับตัวละครมาฆ่าฟันกันเท่านั้น

เกมสยองรวมถึงตัวเจมส์ วาน ที่ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับ และลีห์ วันเนล ที่ขึ้นเครดิตเป็นผู้เขียนบท ก็กลายเป็นที่จดจำระดับแมสนับแต่บัดนั้น

จาก Saw ไปถึง Saw III
Saw ภาคแรกจบที่การร่วมมือและหักเหลี่ยมเพื่อเอาชีวิตรอดระหว่าง ดร.ลอว์เรนซ์ กอร์ดอน (Dr. Lawrence Gordon) และชายหนุ่มชื่อ อดัม (รับบทโดย ลีห์ วันเนล ผู้เขียนบท) ในห้องน้ำปิดตายได้สิ้นสุดลง และศพที่นอนอยู่กลางห้องก็ลุกขึ้นมาเปิดเผยตัวเองว่า เขานั่นล่ะ คือ จิ๊กซอว์ (Jigsaw รับบทโดย โทบิน เบล) ฆาตกรผู้ชอบลักพากตัวคนมาเล่นเกมสยองแลกชีวิต และคอยชมการตัดสินใจของคนที่อยู่ในตัวเกมว่าเป็นอย่างไร ระดับที่ยอมปลอมเป็นศพตบตาผู้เคราะห์ร้าย

จะเห็นได้ว่าเนื้อเรื่องของ Saw ภาคแรกยังมีอะไรให้บอกเล่าอีกมาก และเมื่อหนังภาคแรกทำกำไรแบบถล่มทลาย Lionsgate ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายหนัง ก็เลยเร่งให้มีการสร้างภาพยนตร์ภาคต่อให้ออกฉายทันในช่วงฮาโลวีนของปี ค.ศ.2005 และก็น่าจะเป็นเรื่องลำบากอยู่ไม่น้อยเพราะมีเวลาไม่มากนัก

โชคดีเล็กน้อยที่ทีมผู้สร้างได้เห็นบทหนังของ แดร์เรน ลินน์ บาวส์แมน (Darren Lynn Bousman) เรื่อง ‘The Desperate’ ที่มีความใกล้เคียงกับ Saw มาก เมื่อเห็นเช่นนี้ ทีมสร้างภาพยนตร์จึงซื้อบทและให้ลีห์ วันเนล ทำการปรับแก้เรื่องราวให้สอดคล้องกับจักรวาลภาพยนตร์ Saw มากขึ้น ทั้งยังให้แดร์เรน ลินน์ บาวส์แมน มารับกำกับภาพยนตร์ด้วยเสียเลย เพราะในขณะนั้น เจมส์ วานติดกำกับภาพยนตร์อีกเรื่องอยู่ นอกจากนี้ เจมส์ วาน กับลีห์ วันเนล ก็รับหน้าที่เป็น executive producer ของภาพยนตร์อยู่ด้วย

‘Saw II’ สามารถออกฉายได้ตามกำหนดของ Lionsgate แม้จะมีทุนมากขึ้นแต่ก็ยังใช้ในจำนวนไม่มากนักหากเทียบกับหนังฟอร์มใหญ่ และสร้างรายได้มหาศาลอีกครั้ง ช่วยขยายจักรวาลของ Saw ให้กว้างขึ้นอีกเล็กน้อย

ในภาพยนตร์มีการระบุว่า ตัวจริงของ จิ๊กซอว์ คือ จอห์น เครเมอร์ ชายที่ใกล้จะเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง และเริ่ม ‘เล่นเกม’ เพื่อทดสอบผู้คน ที่เขามองว่ากระทำเรื่องราวบางอย่างที่ไม่เหมาะสม ดูว่าคนเหล่านั้นจะยอมสูญเสียบางสิ่งในร่างกาย เพื่อแลกกับชีวิตตัวเองหรือไม่ คนที่รอดตายอาจจะต้องเสียอวัยวะ ส่วนคนที่ไม่รอดจากเกม จิ๊กซอว์ก็จะทำการเลาะผิวหนังชิ้นเล็กๆ ออกมาเป็นรูปทรงตัวต่อจิ๊กซอว์ และในภาพยนตร์ภาคต่อนี้ก็มีการเปิดเผยว่า จิ๊กซอว์ไม่ได้ก่อเหตุคนเดียว แต่มี ‘ลูกศิษย์’ อย่าง อแมนด้า ยัง (Amanda Young) ร่วมก่อเหตุและรับช่วงแนวคิดของจิ๊กซอว์อีกด้วย

เมื่อรายได้ยังออกมาดี เรื่องราวก็มีอะไรน่าสนใจมากกว่าการเป็นภาพยนตร์แนว torture porn movies (หนังสยองขวัญที่มีการทำร้ายร่างกายแบบถึงเลือดถึงเนื้อ) ภาพยนตร์ภาคสามจึงได้รับไฟเขียวในการสร้างทันที ซึ่งครั้งนี้เจมส์ วาน กับลีห์ วันเนล กลับมาร่วมกันเขียนบทอีกครั้ง โดยให้แดร์เรน ลินน์ บาวส์แมน กำกับภาพยนตร์อยู่เช่นเดียวกับภาคสอง และภาพยนตร์ ‘Saw III’ ก็สามารถเข้าฉายได้ทันในช่วงฮาโลวีน ปี ค.ศ.2006

เรื่องราวต่อยอดมาที่การสืบสวนของตำรวจที่พบว่า จิ๊กซอว์ได้ลักพาตัวมาเล่นเกมสยองอีกครั้ง ที่ผิดแผกไปก็คือเหยื่อในเกมนั้นกลับไม่มีทางรอดจากกับดักได้ ต่างกับก่อนหน้านี้ ราวกับว่าฆาตกรจอมวางแผนคนนี้เปลี่ยนไป ในขณะเดียวกัน จอห์น เครเมอร์ กับอแมนด้า ก็เตรียมเกมใหม่ให้ชายหนุ่มกับหญิงสาว ที่ตอนแรกคาดว่าจะเป็นการให้สองคนนั้นต้องเลือกทางที่ถูกต้อง แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่แค่เหยื่อรายใหม่ที่ต้องเลือก เพราะเกมนี้คือเกมทดสอบอแมนด้าเช่นกัน ก่อนที่เกมจะจบลงด้วยความตายของทุกคน และเหมือนว่าเรื่องราวของจิ๊กซอว์ควรจะจบลงที่จุดนี้

อย่างไรก็ตาม โลกทุนนิยมก็ทำให้ภาพยนตร์ Saw ก็ยังดำเนินต่อไป โดยที่ผู้สร้างดั้งเดิมอย่างเจมส์ วาน กับลีห์ วันเนล ไม่ได้เข้ามาร่วมเขียนบทอีกแต่อย่างใด พวกเขาทำหน้าที่แค่เป็น executive producer ของภาพยนตร์ในจักรวาล Saw เรื่อยมานับตั้งแต่ Saw ภาคที่สอง และน้อมรับว่าภาพยนตร์แนวสยองขวัญที่ลงเอยด้วยการเป็นเฟรนไชส์มักจะไปต่อได้ด้วยตัวของมันเอง แต่ก็มีความรู้สึกเหมือน ‘หย่าร้าง’ กับซีรีส์ไปพอสมควร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *