The Guilty ( 2018 )

ภาพพยนตร์ หนังที่เล่นกับพื้นที่จำกัดเรื่องนี้ ใช้พื้นที่ทางด้านอารมณ์ได้คุ้มค่าสุด ๆ มันเข้าเรื่องได้เร็ว เเละค่อยๆ ไต่ระดับความเครียดยิ่งขึ้นอย่างถูกจังหวะ ด้วยพล็อตเรื่องที่เข้มข้นการแสดงที่ยอดเยี่ยมแต่ก็ยังหาพื้นที่ในการวิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างเฉียบคม โดยเฉพาะในเรื่องมาตรฐานของศีลธรรม ที่บางครั้งเราคิดว่าเราถูกที่สุด แต่ดูเหมือนความมั่นใจนั้นจะเป็นอันตรายต่อผู้อื่นเสมอในท้ายที่สุด

X-Men: Days of Future Past ( 2014 )

ภาพพยนตร์ หนังเรื่องนี่มีส่วนผสมที่หนังที่ดัดแปลงที่มาจากการ์ตูนสายบันเทิงพึงมี จังหวะที่ไม่เร็วไม่ช้าไปแต่เน้นความไหลลื่นทางด้านอารมณ์ , มีฉากลุ้นระทึกดูสนุกตั้งแต่ต้นจนจบ , เข้าเรื่องได้เร็ว ,ใช้เวลาแนะนำละครได้อย่างรวดเร็วและฉลาด , มีฉากที่น่าจดจำ , มีเนื้อเรื่องที่ไม่ง่ายเกินไปพอให้คนดูได้ใช้ความคิดได้บ้าง และการมีตัวละครที่ต้องตัดสินอะไรบางอย่างที่สำคัญอยู่ตลอดเวลา

The Survivalist ( 2015 )

ภาพพยนตร์ หนังที่เรารู้สึกว่าน่าเชื่อถือที่สุดในตระกูลหนังวันสิ้นโลก มันดูเรียล ดูดิบเถื่อน อาจจะเกินไปเสียหน่อยจนยากที่จะดูในบางฉาก ( 18+ ) หนังให้อารมณ์กับเราเหมือนกับหนังสงครามที่ตัวละครมีความหวาดระแวงต่อทุก ๆ สิ่งในขั้นสูงสุด ที่ถ้าไม่เถื่อนจริงก็อยู่ไม่ได้ เราชอบตรงที่หนังสามารถหาพื้นที่ให้ตัวละครได้โชว์ความอ่อนไหวออกมาอย่างมีจังหวะ และเล่นกับความเงียบ ความกลัวได้อย่างน่าสนใจ

Her ( 2013 )

เป็นหนังที่ถูกสร้างมาให้คนตกหลุมรักอย่างเเท้จริง เเต่พอจะเหวี่ยง จะถลําลึกมันก็ทำให้เรารู้สึกกังวลจริง ๆ กับตัวละคร ซึ่งในทางนึงมันก็ทำให้เราเปิดใจที่จะยอมรับวิธีการคิดของตัวละครแบบนี้มากขึ้น อีกส่วนที่สำคัญที่สุดของหนังคือบรรยากาศที่ถูกออกแบบมาได้สมจริงมาก ๆ และดูเหงาสุด ๆ , เพลงประกอบของ Arcade Fire อันเคลิบเคลิ้มก็เข้ากันกับหนังได้ดี รวมถึงงานภาพชวนฝันของ Hoyte Van Hoytema ก็ทำออกมาได้น่าจดจำจริง ๆ

The Revenant ( 2015 )

สิ่งที่เราทั้งชอบและเกลียดในหนังของ Inarritu คืองานกำกับที่มีความทะเยอทะยานสูงเกินกว่ามนุษย์ทั่วไป(โดยไม่จำเป็นในบางที)ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยมีผู้กำกับคนไหนอยากทำอะไรแบบนี้แล้ว แต่ด้วยการที่เขายึดแนวทางนี้อย่างแน่วแน่ทำให้หนังที่มีความดิบ ๆ เถื่อน ๆ แมน ๆ เรื่องนี้ ให้ความรู้สึกร่วมจริง ๆ เรารู้สึกเอาใจช่วยอยู่ตลอดว่าตัวละครจะต้องเจออะไรหนักหนากว่านี้ไหมในฉากต่อไป

The Master ( 2012 )

The Master เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์] สำหรับ The Master ถือว่าเป็นงานระดับมาสเตอร์พีชดูยากอีกงานของ Paul Thomas Anderson ที่มาตีแผ่ชีวิตของกลุ่มคนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2ถ้าว่าด้วยภาพยนตร์ของ Paul Thomas Anderson แล้ว ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังดูยาก และเรื่องนี้ก็ขอยอมรับมันดูยากจริงๆ หลายฉากนั้นผมเองก็ไม่ได้มีอารมณ์ร่วม และไม่เข้าใจมากนัก แต่ประเด็นสำคัญหลายๆ ฉากที่ปรากฏในภาพยนตร์นั้นก็พอให้เราเข้าใจเนื้อหา และความหมายอยู่บ้าง แต่ที่เด่นที่สุดของ The Master นั้นคือการถ่ายทำด้วยฟิลม์ 65 มม. เลยทำให้ได้ภาพที่สวยงาม ตระการตา พิถีพิถัน ประกอบกับชุดนักแสดงที่ยกกันมาประชันกันตั้งแต่ Joaquin Phoenix, Philip Seymour Hoffman และ Amy Adams ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมเรื่องนี้ถึงได้กวาดรางวัลใหญ่ๆ ไป 3 รางวัลในเทศการลเวนิชไป

The Master ถูกเล่าเรื่องผ่าน ชาย 2 คนนั่นคือ Freddie Quell รับบทโดย Joaquin Phoenix

นายทหารเรือผ่านศึกที่มีภาวะทางจิตอ่อนๆ และอาการเสพติดสงคราม กับ Lancaster Dodd ที่รับบทโดย Philip Seymour Hoffman ศาสตราจารย์ที่ได้ฉายาว่า “The Master” เปิดลิทธิที่พูดถึงการใช้จิตบำบัด และมีคนสนใจเลื่อมใสมากมาย

ก่อนหน้าที่ทั้ง 2 คนจะมาพบกัน The Master นั้นเล่าเรื่องผ่านภาวะที่ผิดปรกติ และมุมมองของ Freddie ที่เปิดเรื่องมาด้วยภาวะที่ไร้เป้าหมายในชีวิตในหาดแห่งนึ่ง แต่ละวัน Fredie มีเพียงอาการติดเหล้า ช่วยตัวเอง โดยไม่สนใจสายตาของเพื่อนทหาร แม้กระทั่งการปั้นทรายที่ชายหาดเป็นรูปผู้หญิงเปลือยกาย และลงมือกระทำชำเรารูปปั้นทรายนั้นอย่างไม่แคร์สายตาใคร จนกระทั่ง สงครามสิ้นสุดก็ได้เวลาพาทหารกลับบ้าน จุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือ วิถีชีวิตของคนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่แม้จะชนะสงครามแต่ เหล่าทหารที่กลับมาก็ไม่อาจจะอยู่ในสังคมได้อย่างปรกติ ภาวะที่ได้เจอคือภาวะของผู็เสพติดสงคราม​ ซึมเศร้า ปรับตัวไม่ได้ แน่นอนว่า Freddies อยู่ในกลุ่มเหล่านั้น อีกทั้งในเรื่องยังนำเสนอฉากในการสัมภาษม์ทหารเก่าอย่างเขา และได้บ่งบอกถึงตัว Freddies ว่าตัวเองเป็นคนที่หมกหมุ่นในเรื่อง เซ็กส์ และความรุนแรง

โชคยังเข้าข้าง Freddies หน่อยที่ ยังพอมีวิชาการถ่ายภาพ เขาได้ทำงานเป็นช่างภาพ และใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาไปวันๆ กับการชงสูตรเหล้าพิสดาร ที่สามารถมอมใครก็ได้ จนวันหนึ่งก็ไม่อาจจะควบคุมอารมณ์รุนแรงของตัวเองได้ จนมีเรื่องกับลูกค้า หนีไปทำงานไร่กระหล่ำปลีพักใหญ่ๆ ความซวยยังตามมาติดๆ เมื่อไปชงเหล้าสูตรใหม่ จนเพื่อนชาวไร่เกือบตาย และหาว่า Feddies ชงยาพิษให้ เป็นเหตุให้เขาวิ่งหนีขึ้นมาบนเรือยอร์ชลำหนึ่ง และตื่นขึ้นมาพบกับชายคนหนึ่งที่ภายหลังคือ ศาสตรจารย์ Dodd ที่มีฉายาว่า The Master และภรรยาของเขา รับบทโดย Amy Adams โดยเรือลำนี้กำลังเดินทางไป New York

Freddies กับ Dodd ได้เรียนรู้และเข้าอกเข้าใจ โดย Freddies ยอมเป็นกรณีศึกษาทดสอบภาวะสภาพจิตแก่ Dodd และคนบนเรือ ภายหลังเขาได้รับรู้ว่า Dodd นั้นเป็น The Master ของลัทธิที่เรียกว่า “The Cause” ที่เชือว่า มนุษย์สามารถระลึกจิตวิญญาณของตัวเอง โดย สามารถที่จะเข้าถึงชีวิตในชาติก่อนๆ ล้านๆ ปี โดยการเข้าไปเป็นตัวตนในชาติก่อนนั้น จะสามารถบรรเทาอาการปวด เจ็บของมนุษย์ได้

ตลอดทั้งเรื่องมีภาวะของการ สะกดจิตศึกษาภาวะในใจของ Freddies ตลอดทั้งเรื่องเพราะ Dodd นั้นมองเห็นว่า Freddies คือคนไข้ที่อยู่ระยะสุดท้ายที่ยากเกินเยียวยา ภาวะจิตใจตลอดที่เราจะได้ศึกษาไปพร้อมๆ กันของ Freddies นั้นเราจะพบกับความป่วยขั้นรุนแรง ความลับที่ว่าพ่อเสียชีวิตแต่เด็ก แม่อยู่โรงพยาบาลบ้า ตัวเขาเองก็แอบมีสัมพันธ์ทางเพศกับน้าของตัวเอง ทุกสิ่งเป็นปัญหาที่ Freddies รับได้ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดนั้นกลับเป็นเรื่องราวของหญิงสาว 16 ที่ชื่อ Doris Solstad ที่เขาสัญญาว่าจะรีบกลับไปหาเธอ แต่ก็ไม่ได้กลับหลายปี ที่ทำให้เขาเจ็บปวด รวดร้าวที่สุด

ภาวะดังกล่าวจะเห็นว่า Freddies นั้นมีแต่วิ่งหนีความจริงมาตลอด ไม่ว่าจะเรื่องของอารมณ์การทำงาน การควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ต้องตบตีใช้กำลังตลอดถ้าไม่พอใจ การวิ่งหนีเมื่อมีเรื่องมีราว แม้แต่การหนีความจริงที่ต้องกลับไปหา Doris

ทั้งเรื่องจะเห็น Dodd นั้นทำการทดลอง Freddies หลากหลายวิธี จนสุดท้าย ฉากที่เล่นอารมณ์มากที่สุดคือ ภาวะของการเดินไปจับกระจก และผนังไม้ วนไปมา ที่เนื้อแท้แล้ว Dodd ได้ทราบดีว่า Freddies นั้นแตกต่างกว่าคนอื่นๆ โดยบทในช่วงนี้จะมีการเชือดเฉือดจากคุณนาย Dodd อย่าง Amy Adams ที่สามารถคุมบังเหียนของ Dodd ได้มากกว่าตัวเค้าเอง หรือจะบอกว่าแท้จริงแล้ว The Master นั้นคือคุณนาย Dodd มากกว่า โดยสิ่งที่เราจะได้เห็นคือการแสดงภาวะของความริษยาของคุณนาย Dodd ที่โดน Freddies ดึงความสนใจของสามีให้สนใจตัว Freddies มากกว่าตัวเอง (การสำเร็จความใคร่ให้สามี พร้อมประโยคคำสั่ง – ภาพนี้เป็นการนำเสนอความหมายบางอย่างของเรื่อง)

ในตอนท้ายของเรื่อง หลังจากฉากที่ Dodd บอกให้ Freddies ขับมอร์ไซต์ไป Freddies เลือกที่จะขับหนีไปสุดไกลจาก Dodd พร้อมกับการประกาศถึงอิสระ และการปลดปล่อยตนเอง Freedies เดินทางไปที่บ้าน Doris ไม่พบเธอแต่พบแม่ของเธอ พร้อมทั้งสารภาพ และรับรู้ว่า Doris แต่งงานและย้ายจากบ้านไป 3 ปีแล้ว แทนที่ Freddies จะโมโห และใช้กำลังอย่างเคย กลับกลายเป็นว่าเค้ามีความสุขที่ได้เห็น Doris มีความสุข ทุกอย่างที่เหมือนภูเขาลูกใหญ่ในอกของ Freddies นั้นเหมือนถูกยกออก

ตอนท้าย Dodd ได้ติดต่อ Freddies กลับมาพบกัน Dodd ได้เปิดโรงเรียนกับภรรยา แต่ก็ได้รู้ว่าสุดท้าย Freedies นั้นมีอิสระ และไม่อาจจะที่จะเป็นอะไรที่ลัทธิของตนเป็นได้ พูดตรงๆคือ การทดลองของลัทธิ The Cause นั้นไม่มีอะไรที่พิสูจน์ได้ว่า ลัทธิ ได้เปลี่ยน Freddies ได้เลยเหมือนคนอื่นๆ
มองกลับไปตลอดเรื่อง Freddies นั้นไม่ได้มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงหลังจากบำบัดด้วย The Cause เลยซ้ำร้าย Freddies เองต่างหากที่บำบัดตัวเอง โดยอาศัยคำสอนบางเรื่องมาเปลี่ยนแปลงบำบัดในวิธีทางของเขา

เป็นได้ว่า Freddies นั้นเปรียบเสมือนคนที่ต้องการคนชี้นำแค่ต้นทาง เมื่อเขาเดินทางเขาสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองได้ แต่สิ่งที่ Dodd นั้นสร้างมาคือการชี้นำ และปฏิบัติตามและเป็นไปอย่างที่ Dodd ต้องการแต่ Dodd ไม่สามารถเปลี่ยน Freddies ตามแนวทางของลัทธิได้ และนั่นคือตอนจบเมื่อทั้งคู๋ต้องแยกทางกัน อีกทั้ง Freddies สามารถที่จะเป็น The Master ในแนวทางใหม่ของตัวเองได้

ที่ตลกคือในตอนจบ Freddies หยิบ บทเรียนการทดลองจากลัทธิ The Cause มาถามติดตลกกับสาวที่นอนด้วยกัน เล่นๆ

ตลอดเรื่องจะเห็นบาดแผลของคนหลังสงครามนั้นได้หลอกหลอนชั่วชีวิต แท้จริงนั้นก็คือปมภายในจิตใจของตัวเองมากกว่าสงคราม ไม่ต่างจากภาวะของปมด้อยของคนไทยในตอนนี้ แน่นอนในช่วงนั้นทำให้เป็นช่วงที่เกิดลัทธิใหม่ๆ มากมายขึ้นมาช่วยฟื้นฟูสภาวะจิตใจในนามธรรม มากมายเป็นที่ยึดเหนี่ยวของคนกลุ่มนั้น เช่นกันกับหลายลัทธิในประเทศไทย ที่เปิดคอร์สเก็บเงินมากมาย มาฟื้นฟูความอยากได้อยากมีของคนไทย หลอกล่อคนเข้าอบรม

แน่นอน ถ้าเป็นผู้ที่ตาสว่างแล้ว Freddies คือตัวอย่างที่ดีของคนที่พิสูจน์ว่า บางครั้งลัทธิ์ไม่ใช่สฟื้นฟูจิตใจเราได้จริงๆ แต่เป็นตัวเองนี่แหละที่ควรจะรู้ตัวเองเราควรตัดอะไรออกไปเพื่อให้ปมภายในจิตใจของเราหายไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *