The Cabin In The Woods (2012)

หนังสยอง พล็อตเรื่องเด็กมหาลัย 5 คนไปเที่ยวค้างแรมในกระท่อมกลางป่าและพบกับบรรยากาศไม่ชอบมาพากล อาจฟังดูเป็นพล็อตหนังสยองขวัญเกรดบีทั่วไป แต่ไม่ใช่กับผลงานของผู้กำกับ ดรูว์ กอดดาร์ด เรื่องนี้ที่เหมือนหยิบหนังสยองขวัญคลาสสิกมาเสียดสีออกมาเป็นดาร์กคอเมดี้แบบระทึกขวัญ

The Conjuring (2013)

หนังสยอง ย้ำว่าต้องเป็น The Conjuring ภาคแรกเท่านั้นที่ทำออกมาได้น่ากลัวและสนุกที่สุด สร้างจากเรื่องจริงของคดีที่สองสามีภรรยานักปราบผี เอ็ดและลอเรน วอเรน ที่ถูกครอบครัวหนึ่งเชิญไปล่าวิญญาณลึกลับที่สิงอยู่ในบ้าน แม้จะเป็นหนังผีสูตรสำเร็จ แต่ด้วยฝีมือการกำกับของเจมส์ วาน ก็ทำให้หนังเต็มไปด้วยฉากสะดุ้งและชวนลุ้นไปกับความหลอน

The Babadook (2014)

หน้าหนังอาจจะดูเป็นผีตุ้งแช่ทั่วไป แต่หนังผีเรื่องนี้ทำออกมาได้ดีทีเดียว ผลงานกำกับเรื่องแรกของเจนนิเฟอร์ เคนต์ ที่เล่าเรื่องราวของหญิงสาวที่ต้องเลี้ยงลูกชายเพียงลำพังหลังการตายของสามีเมื่อ 6 ปีก่อน ลูกชายของเธอเชื่อว่าเขาถูกปีศาจในนิทานเรื่อง The Babadook ตามหลอกหลอนในฝันร้ายทุกคืน และเริ่มไม่ใช่แค่ในฝันอีกต่อไป หนังน่ากลัวเอาเรื่อง แถมแทรกแนวคิดระหว่างความสัมพันธ์ของแม่ลูกเอาไว้ด้วย

It Follows (2014)

หนังฟอร์มเล็กที่ได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และได้รับคำชมอย่างท่วมท้น บทหนังพูดถึงสาวน้อยที่ออกเดทกับแฟนหนุ่มและมีเซ็กส์กัน หลังจากนั้นเธอพบว่าได้สืบทอดอะไรบางอย่างมาจากเขาที่ทำให้เธอต้องหนีไปตลอด เว้นแต่เธอจะมีเซ็กส์กับคนอื่นและส่งต่อมันให้กับเขา เป็นหนังสยองขวัญที่จำเป็นต้องถามหาแก่นสารหรือความจริงใดๆ แต่ดูสนุกลุ้นระทึกมาก

The Witch (2015)

ถือว่าเป็นหนังที่สร้างบรรยากาศของหมู่บ้านชนบทในอังกฤษ ช่วงปี 1630s ได้ออกมาหลอนสุดๆ ดำเนินเรื่องแบบเนิบๆ รวมทั้งนำเสนออาถรรพ์ของแม่มดได้อย่างน่าสะพรึงกลัว ผลงานเรื่องแรกของผู้กำกับโรเจอร์ เอกเกอร์ส ที่ทำให้คนดูต้องครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาว่าใครคือแม่มดผู้รับใช้ซาตาน จนคุณต้องอ้าปากค้างตอนจบ

Under the Shadow (2016)

หนังผีจากอิหร่านเรื่องนี้ได้รับคำชมอย่างล้นหลามจากเว็บไซต์ต่างๆ เล่าเรื่องราวของสองแม่ลูกที่ก่อกวนจากวิญญาณร้ายในบ้าน ภายใต้ภาวะการทำสงครามกับอิรักในปี 1988 ซึ่งนอกจากเรื่องภูติผีปีศาจแล้ว หนังยังสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างชายหญิงในอิหร่าน ตลอดจนความเชื่อตามธรรมเนียมประเพณีได้อย่างแยบคาย

Train to Busan (2016)

ดูท่าพระเอกหนุ่ม Gong Yoo (กงยู) จะมีภาพลักษณ์เป็นผู้ชายอบอุ่นไม่จางหาย เพราะนอกจากผลงานดราม่าสุดดาร์กและแสนหดหู่อย่าง Silenced เสียงจากหัวใจ.. ที่ไม่มีใครได้ยิน (Do-ga-ni) เมื่อปี 2011 ซึ่งว่าด้วยการสะท้อนสังคมด้านมืดที่อ้างอิงมาจากเรื่องจริงเกี่ยวกับเด็กๆ ที่เขารับบทเป็น “ครู” ผู้ต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิความเป็นมนุษย์ให้กับเหล่านักเรียนของเขาแล้ว

ในปี 2016 นี้ ผลงานหนังเรื่องใหม่ของหนุ่มกงยู ที่มีการสะท้อนแง่คิดแก่สังคม ก็กลับมาอีกครั้ง และยังคงเกี่ยวข้องกับเด็กเช่นเดิม ซึ่งครั้งนี้เขาได้บทบาทของคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่ต้องรับหน้าที่ปกป้องลูกสาวฟันฝ่ามหันตภัยฝูงซอมบี้ในขบวนรถไฟจาก โซล – ปูซาน โดยความน่าสนใจของหนังนี้ นอกจากจะเป็นหนังแนว “ซอมบี้บุก!” ที่เราไม่ค่อยได้เห็นจากฝั่งเกาหลีแล้ว ผลงานชิ้นนี้ยังเป็นหนัง Live Action ภาคต่อ ที่ดัดแปลงมาจากหนังอนิเมชั่นซอมบี้ เรื่อง Seoul Station จากผู้กำกับคนเดียวกันอย่าง Yeon Sang-Ho (ยอน ซังโฮ) ทั้งนี้แม้จะเป็นหนังฉบับคนแสดงจะสร้างทีหลัง แต่ตัวอนิเมชั่นต้นฉบับกลับฉายในเกาหลี ช่วงเดือนสิงหาคม หลังจาก Train To Busan ออกฉายในช่วงกรกฎาคมเสียอย่างนั้น

ว่าด้วยเรื่องราวระทึกขวัญ ในขบวนรถไฟ KTX จากโซลที่มีปลายทางมุ่งหน้าสู่เมืองปูซานของ ซอกวู (รับบทโดย กงยู) เพื่อไปส่งลูกสาว ซูอา ให้กับอดีตภรรยา แม่ของเด็กหญิง แต่แล้วความโกลาหลวุ่นวายกลับเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน เมื่อจู่ๆ ไวรัสปริศนาได้แพร่ระบาด และเปลี่ยนผู้ติดเชื้อจำนวนมากให้กลายเป็นฝูงซอมบี้เข้าจู่โจม พร้อมทั้งคร่าชีวิตผู้คนทั่วทุกระแหง รวมถึงผู้โดยสารในขบวนรถไฟที่ซอกวูและลูกสาวอยู่

อกวูจะต้องเอาชีวิตรอดและปกป้องลูกสาวให้ถึงยังจุดหมายอย่างปลอดภัย แต่ท่ามกลางสถานการณ์เลวร้ายตลอดการเดินทาง 453 กิโลเมตร 180 นาทีนี้ เขาและลูกสาวจะเอาชีวิตรอดจากการไล่ล่าของฝูงซอมบี้จากโบกี้สู่โบกี้ได้จริงๆ หรือไม่นั้น ? ไปหาคำตอบกันได้กับหนังเกาหลีที่ได้รับคำชมก่ายกองในเทศกาลหนังเมืองคานส์ และทุบสถิติ Box Office ทำรายได้สูงสุดในเกาหลี ตั้งแต่วันแรกของการเข้าฉาย – สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์.

แต่ถ้าจะให้แจกแจงมากกว่านั้นก็คงบอกว่า…

“นี่เป็นหนังที่ สนุกมาก! ซอมบี้งี้ เลือดสดกว่าผีชีวะเยอะ 5555+
ประเด็นสำคัญ มันอยู่ตรง เนื้อหาที่สอดแทรก ให้คนดูคิดตามกันมากกว่า
เช่น เรื่องเกี่ยวกับการช่วยเหลือคน ‘เฮ้ย.. การจะช่วยเหลือใครจำเป็นต้องเอาตัวเองให้รอดก่อนด้วยหรอ?’
คือหนังนำเสนอดี เป็นเชิงตั้งคำถาม สะท้อนให้เราเห็น แล้วปล่อยให้เราปรึกษาศีลธรรมในใจตัวเอง
แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือ มันเป็นหนังซอมบี้ ที่ดูจะยืนยันสไตล์ความเป็นเกาหลีได้ดี แบบที่หนังฝรั่งไม่เป็น
นั่นก็คือ การถ่ายทอดมุมมองสายสัมพันธ์ความรัก ในรูปแบบต่างๆ
ทั้งครอบครัว คนรัก เพื่อน รวมถึงเพื่อนมนุษย์ได้อย่างเข้าถึงกว่า และมีความลึกซึ้ง ดูมีมิติ

สนับสนุนโดย ดูหนังออนไลน์ฟรี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *