หนังน่าดู Netflix หนัง Netflix howl’s moving castle

Howl’s Moving Castle : ปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์

หนังยอดนิยม Netflix เรื่องสุดท้ายที่จะนำเสนอก็ยังคงเป็นเรื่องจากค่าย Ghibli อีกเช่นเคย ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวกับ โซฟี หญิงสาววัย 18 ปีที่มีอาชีพขายหมวก โดยทำร้านต่อจากพ่ออีกที จนถึงครั้งที่เธอจะเดินทางไปหาน้องสาวของเธอ และได้ถูกทหารลวนลาม จนมีพ่อมดที่ชื่อ ฮาวล์ ได้เข้ามาช่วยเหลือ หลังจากนั้นเธอก็ได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งเวทย์มนต์อย่างไม่ได้ตั้งใจ และต้องติดตาม ฮาวล์ ไปยังปราสาทที่เดินได้ เรื่องราวการผจญภัยจึงเริ่มขึ้น

จบกันไปแล้วกับหนังน่าดู Neflix ทั้ง 50 เรื่องจาก Netflix ขอบคุณทุกคนด้วยที่อ่านมาถึงตรงนี้ได้ ซึ่งแต่ละเรื่องนั้น ก็อาจจะไม่ได้ถูกใจทุกคนไปสักเท่าไหร่ แต่เท่าที่ดูมาหมดทุกเรื่องที่ได้แนะนำไปนั้นก็ยอมรับว่าเป็นหนังที่น่าดู และสนุกจริงๆ ส่วนหนังไทย และหนังอื่นๆ นั้น ก็อาจจะมีหนังที่น่าดูมากกว่านี้ แต่เท่าที่แนะนำไปก็น่าสนใจไม่น้อยเลย แล้วถ้ามีเรื่องราวดีดี หรือหนังที่อัพเดทใหม่อีก specphone ก็จะมาแนะนำกันอีกนะครับ

หนังน่าดู Netflix หนัง Netflix spirited away

Spirited Away : มิติวิญญาณมหัศจรรย์

หนังยอดนิยม Netflix ที่เป็นอนิเมชันจากค่าย Ghibli ที่ได้สร้างความประทับใจอยู่หลากหลายเรื่อง โดยเรื่องนี้ได้พูดถึงเด็กหญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า จิฮิโระ ที่ไม่ค่อยชอบฟังพ่อแม่สักเท่าไหร่นัก และระหว่างทางที่ครอบครัวของเธอกำลังย้ายบ้านใหม่อยู่นั้น เธอได้เดินเข้าไปยังอีกมิติหนึ่ง และมาพบอีกทีว่าพ่อและแม่กลายเป็นหมูไปแล้ว เธอจึงพยายามช่วยพ่อแม่โดยการเข้าไปในปราสาทที่มีแต่เวทมนต์ ภูตผี และเรื่องลึกลับมหัศจรรย์ต่างๆ เป็นการ์ตูนที่แฝงข้อคิดเอาไว้เยอะมากๆ

หนังน่าดู Netflix หนัง Netflix braveheart

Braveheart : เบรฟฮาร์ท วีรบุรุษหัวใจมหากาฬ

หนังยอดนิยม Netflix ที่เป็นมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ และครองใจคนดูมานักต่อนัก ที่พูดถึงเรื่องราวของ วิลเลี่ยมส์ วอลเลซ ผู้ที่ก่อกบฏขึ้นมา และนำพาชาวสกอตแลนด์ลุกฮือ เพื่อมาร่วมการปฏิวัติในครั้งนี้ และทำการต่อต้านผู้ครองอังกฤษ ผู้ที่โหดเหี้ยมและหวังจะเป็นพระราชาของสกอตแลนด์ที่ชื่อ เอ็ดเวิร์ด เดอะ ลองแชงค์ ทุกๆ คนต้องใช้ความกล้าหาญ การต่อสู้อย่างบ้าคลั่ง เพื่อปลดปล่อยตัวเองให้พ้นจากเงื้อมมือนี้ และให้สกอตแลนด์พร้อมผู้คนกลับมาเป็นอิสระอีกครั้ง เรื่องนี้ดีมาก แนะนำให้ดูกันเลย

หนังน่าดู Netflix หนัง Netflix saving private ryan

Saving Private Ryan : ฝ่าสมรภูมินรก

หนังยอดนิยม Netflix ในตำนานพอสมควร โดยเนื้อหาเกี่ยวกับทหารในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อตอนบุกในวัน D-Day ซึ่งหลังจากบุกแล้ว ร้อยเอกจอห์น มิลเลอร์ ได้รับภารกิจให้ไปตามหาตัว พลทหารเจมส์ ไรอัน เพื่อนำตัวกลับบ้าน เนื่องจากพี่ชายทั้งหมดได้ตายจากสงครามหมดแล้ว เขาจึงจำเป็นต้องกลับบ้าน ร้อยเอกจอห์น มิลเลอร์จึงได้พาทีมลงค้นหาและเสียสละเพื่อตามหาคน เพียงแค่คนเดียว และยังต้องกลับไปเจอสงครามที่อันตรายอีกครั้ง

หนังน่าดู Netflix หนัง Netflix paycheck

Paycheck : แกะรอยอดีต ล่าปมปริศนา

หนังน่าดู Netflix ที่น่าสนใจอีกเรื่อง ซึ่งจะออกแนวหักมุมเล็กน้อย ผสมกับการตามล่าสืบสวนไปด้วย โดยไมเคิล เจนนิ่งส์ เป็นผู้ที่ถูกตามล่าจากใครบางคน แต่ไมเคิลก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงโดนตามล่า จากการหนีและการใบ้เป็น Puzzle ที่ตัวเขาทำเอาไว้เอง ก่อนที่จะโดนลบความจำ จึงทำให้เขาต้องค่อยๆ ฟื้นฟูและกลับมาแก้ไขเรื่องนี้ ด้วยความเป็นอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงดังมาก และเข้าไปทำโครงการลับสุดยอด จึงถูกล้างสมอง แต่ยังไม่พอเท่านั้น เขาต้องโดนเก็บไปด้วยเมื่อความจำของเขาเริ่มกลับมา เขาจึงต้องหนีและต่อสู้พร้อมกับการหาความจริงไปด้วย

หนังน่าดู Netflix หนัง Netflix the truman show

The Truman Show : ชีวิตมหัศจรรย์

หนังน่าดู The Truman Show เป็นหนึ่งหนังในดวงใจของเราเลย เป็นหนังที่ครูเคยเปิดให้ดูบ่อยมากๆ ในคาบภาษาอังกฤษตอนอยู่มัธยม ผ่านมาเกือบ 10 ปีเพิ่งได้กลับมาดูซ้ำอีกรอบเมื่อ Netflix เอามาให้ดู เราเลยขอรำลึกความหลังสักหน่อย

The Truman Show เล่าเรื่องของ ทรูแมน (Jim Carrey) ชายหนุ่มที่มีชีวิตแสนธรรมดาในเมืองเล็กๆ บนเกาะอันสุขสงบ ทรูแมนไม่เคยเอะใจเลยว่าแท้จริงแล้วชีวิตของเขาตั้งแต่เกิดมานั้นถูกถ่ายทอดผ่านทีวี มีผู้ชมทั่วโลก และโลกที่เขาอาศัยอยู่เป็นเพียงโรงถ่ายหนังขนาดใหญ่เท่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่งมีสปอร์ตไลต์ตกลงมาจากท้องฟ้า ต่อด้วยเหตุการณ์แปลกๆ ไม่เข้าที่เข้าทางมากมายที่เริ่มทำให้ทรูแมนรู้สึกแหม่งๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุที่รายงานสถานะว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน ผู้คนที่ดูเหมือนจะให้ความสนใจเขาเป็นพิเศษ หรือลำดับการปรากฏตัวของผู้คนที่เข้าออกฉากได้เป็นจังหวะเกินไป เขาเริ่มกังขากับที่ที่เขาอยู่ บวกกับต้องการการผจญภัย จึงตัดสินใจหนีออกจากเมือง

ประเด็นหลักๆ ที่เห็นกันในเรื่องนี้คือรายการเรียลลิตี้ ซึ่งก็ถือได้ว่าเรียลมากเพราะมีทรูแมนนี่แหละที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นเพียงตัวละครหลักของรายการ โลกที่เขาอยู่ก็เป็นเพียงการเซ็ตฉาก ผู้คนที่เขามีความสัมพันธ์ด้วยไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ เพื่อน ภรรยา ล้วนแล้วแต่เป็นนักแสดงทั้งนั้น ไม่มีอะไรในชีวิตทรูแมนที่เป็นความจริงเลยสักอย่าง นอกจากตัวเขาเอง

ด้วยเหตุนี้ละมั้ง ผู้ชมถึงให้ความสนใจกับรายการนี้มาก เพราะมันไม่ใช่การแสดงละครตามสคริปต์ แต่มันคือชีวิตจริงของคนคนหนึ่งซึ่งไม่รู้เลยว่าเขากำลังถูกเซ็ตฉาก ผู้ชมคงจะลุ้นไปกับเรื่องราวของเขาที่เหล่าโปรดิวเซอร์ช่วยกันสรรสร้าง และมีความสุขกับทุกๆ การกระทำ ทุกๆ อารมณ์ความรู้สึกของเขา ชีวิตจริงของทรูแมน กลายเป็นเพียงความบันเทิงของคนดู เท่านั้นเอง

และเมื่อรายการจบไป ผู้ชมก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า “เปิดช่องอื่นดูซิ มีอะไรน่าดูอีกบ้าง”

ความบันเทิงจึงเป็นเพียงสิ่งที่มาแล้วก็ไป ไม่ได้อยู่อย่างจีรังยั่งยืน ผู้ชมที่ตอนแรกเชียร์ทรูแมน พอรายการจบ เขาก็กลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

ดูไปแล้วจะสงสารทรูแมนมาก แล้วก็แอบสงสัยนะว่าในหนังนี่ไม่มีกลุ่มเรียกร้องสิทธิมนุษยชนเลยเหรอ ปล่อยให้รายการออกอากาศมาตั้ง 30 ปีแน่ะ แต่เอาเป็นว่า รายการนี้ฮอตฮิตมาก คนดูกันแบบไม่ทำการทำงาน ส่วนทรูแมนนั้นก็ไม่ได้รู้ตัวเลย เขาเชื่อว่าโลกที่เขาอยู่คือความจริง ไม่มีอะไรจริงไปกว่านี้อีกแล้ว ก็เหมือนเราๆ ที่เชื่อว่าโลกที่เราอยู่คือความจริง ถ้าเกิดสมมติวันหนึ่งเราค้นพบว่าเมืองที่เราอยู่ ผู้คนที่เรารู้จัก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ปลอมล่ะ? เจ็บปวดน่าดูเลยว่าไหม

อีกสิ่งที่จิกกัดรายการทีวีได้ดีคือฉากต่างๆ ในหนังที่มีการโฆษณา ทั้งการแปะโปสเตอร์ การให้นักแสดงใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งพูดโฆษณาสินค้าออกอากาศ ผสมไปกับสคริปต์เลย ซึ่งรายการก็คงได้เงินจากสปอนเซอร์เหล่านี้แหละ ยิ่งคนดูเยอะก็ยิ่งรับเละ ดูๆ ไปแล้วก็จุกเหมือนกันว่าชีวิตจริงๆ ของทรูแมน ดันกลายเป็นพื้นที่โฆษณาของเหล่าแบรนด์ต่างๆ โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลย

และที่ตลกอีกอย่างคือ บางที ในสถานการณ์ที่ซีเรียสที่สุด นักแสดงก็ยังขายของกันได้แบบดื้อๆ คือทั้งขำทั้งอิหยังวะ ช่วยทำให้มันเรียลหน่อย อย่าหน้าเลือดตลอดได้มั้ย

ในหนัง บ่อยครั้งที่เราจะเจอซีนต่างๆ ซึ่งพยายามยับยั้งไม่ให้ทรูแมนมีความคิดอยากหนีออกไป ทั้งโปสเตอร์คำเตือนเรื่องภัยเครื่องบินตก, อุบัติเหตุล่องเรือในวัยเด็กที่พรากชีวิตพ่อ, การจัดอันดับที่บอกว่าเมืองที่ทรูแมนอยู่นั้นดีที่สุดในโลกแล้ว, การร่วมมือร่วมใจกันของนักแสดงที่คอยกันท่าไม่ให้ทรูแมนหนี ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เปรียบเสมือนกำแพงกั้นไม่ให้ทรูแมนจากไป โดยเฉพาะปมวัยเด็กเรื่องพ่อ ทำให้ทรูแมนกลายเป็นคนกลัวน้ำ ไม่กล้าหนีออกไปจากเมืองที่เป็นเกาะ

แต่สุดท้ายแล้ว ทรูแมนก็เอาชนะความกลัว ล่องเรือหนีออกไปจนได้

เพราะทรูแมนนั้นมีความฝัน เขาอยากจะเป็นนักผจญภัย ไปในที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยไป เขามีความปรารถนาแรงกล้านี้อยู่แล้ว สิ่งนี้คือแรงผลักดันให้เขากล้าทำในสิ่งที่ไม่น่าจะกล้าในที่สุด และได้ค้นพบความจริงแบบต่อหน้าต่อตา

จริงๆ ชีวิตของเราก็อาจจะคล้ายทรูแมนในแง่ที่ว่า มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นในชีวิตเรา ซึ่งเราล้วนแล้วแต่คิดว่านี่คือชีวิตของเรา เราควบคุมได้ เรามีความสุข เศร้า โกรธ เหงา ทุกอย่างเราควบคุมเอง แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเช่นนั้นรึเปล่า? เราควบคุมได้จริงๆ เหรอว่าเราจะมีความสุขเมื่อไร ว่าเราจะโกรธใครไหม ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น? อันที่จริงชีวิตเราก็แทบจะคาดเดาไม่ได้เหมือนกัน บางคนอาจจะใช้ชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ ไหลไปเรื่อยๆ ตามกระแสสังคม โดยไม่ได้ตั้งคำถามเลยว่าชีวิตนี้จริงๆ เราต้องการอะไร? ความฝันของเราคืออะไร? บางคนอาจจะไม่ได้ทำตามความฝันจนกระทั่งวันตายด้วยซ้ำ

แม้ทรูแมนจะอยู่ในเรียลลิตี้โชว์ แต่เขามีความฝัน ความฝันที่เป็นจริง และเขาก็กล้าพอที่จะออกไปพิสูจน์มัน

ในตอนจบ เป็นซีนที่ติดตราตรึงใจมาตลอด เมื่อทรูแมนล่องเรือชนกำแพงท้องฟ้า ทำให้เขารู้ความจริงว่านี่แหละคือจุดสิ้นสุดโลกของเขา ไม่มีท้องทะเลแผ่กว้างออกไปไกลกว่านี้อีกแล้ว ทรูแมนรู้สึกสิ้นหวังเสียใจ เขาตัดสินใจเดินลัดเลาะไปตามผนัง เดินขึ้นบันไดไปเจอกับประตูที่เขียนว่า “ทางออก” ตอนนั้นแหละที่เขาได้ยินเสียงจากคริสตอฟฟ์ โปรดิวเซอร์ของรายการ ดังมาจากท้องฟ้าราวกับเป็นพระเจ้า

“โลกข้างนอกไม่ได้เปลือกปลอมน้อยไปกว่าในนี้หรอก” เขาบอก “โลกที่ฉันสร้างนี่แหละดีที่สุดสำหรับนายแล้ว”

ใช่ คริสตอฟฟ์อาจจะพูดถูก ทรูแมนสามารถมีชีวิตอย่างสุขสบายในโรงถ่ายทำหนัง ไม่ต้องลำบากลำบนอะไร แต่ทรูแมนจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้จริงๆ น่ะหรือ? เหมือนเราจะได้ยินทรูแมนตะโกนอยู่ในใจว่า “พอกันที” ไม่เอาแล้วละชีวิตที่สวยแค่เปลือกนอก ขอก้าวออกไปเผชิญโลกแห่งความเป็นจริงดีกว่า แม้ว่าทางที่ออกไปจะมืด มองไม่เห็นอะไรเลยก็ตาม

“คุณไม่เคยติดกล้องในหัวผมนี่!” ทรูแมนสวนกลับ เมื่อคริสตอฟฟ์เอ่ยว่าเขารู้จักทรูแมน ดีกว่าที่ทรูแมนรู้จักตัวเองอีก

แม้สิ่งต่างๆ ภายนอกจะถูกบงการได้ แต่ความรู้สึกแท้จริงข้างใน ตัวเรานี่แหละรู้ดีที่สุด

ในตอนจบ เราไม่รู้ว่าชีวิตภายนอกโรงถ่ายหนังของทรูแมนเป็นอย่างไร หนังตัดจบไปแบบค้างๆ ต้องไปจินตนาการกันเอาเอง เช่นเดียวกับรายการ The Truman Show ที่ทุกคนดูอยู่เช่นกัน

สิ่งสุดท้ายที่ทรูแมนพูดกับผู้ชม ก็คือสิ่งที่เขาพูดมาตลอดทั้งรายการ

“Good morning, and in case I don’t see ya, good afternoon, good evening, and good night!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *